Market Anyware เล่าเรื่อง Options

ตลาด TFEX มีสัญญาล่วงหน้าซื้อขายกันอยู่สองประเภท สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยกันมากก็คือสัญญา futures เล่น long long short short กันมาจนชิน เพราะ futures นั้นเข้าใจง่าย แค่เลือกว่าจะแทงขึ้นหรือแทงลง แล้วก็ลุ้นให้ตลาดวิ่งไปตามทางที่เราเลือก

Option1

แต่สัญญาล่วงหน้าอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า options กลับแทบไม่ค่อยมีคนเล่นกัน สภาพคล่องต่ำมากๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะ options นั้นดูเข้าใจยาก เล่นยาก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วหากนักลงทุนเรียกรู้ options ดีๆ คุณจะเห็นประโยชน์จากมันมากมายมหาศาล นั่นเป็นเพราะการเล่น options นั้นเป็นการลงทุนที่จำกัดความเสียหาย แต่ไม่จำกัดผลกำไร..!! ว้าวๆๆ น่าสนใจใช่ไหมล่ะครับ ใครที่ cut loss ไม่เก่ง การเล่น options เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีทีเดียว

ดังนั้นในวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ ว่า options คืออะไร..? และคุณจะใช้ประโยชน์จาก options ทำกำไรได้อย่างไรบ้าง..? ก่อนอื่นต้องอธิบายกว้างๆ ก่อนว่า options มี 2 ประเภท.. Call Option และ Put Option เรามาเริ่มจาก Call Option กันก่อน

1. Call Option

ผมสมมติตัวอย่างสัญญาซื้อขายที่ดิน สมมติว่าราคาประเมินราคาที่ดินแปลงนี้ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 30 ล้านบาท (เรียกตัวเลขนี้ว่า market price) แต่คุณเชื่อว่าที่ดินทำเลนี้ดีมาก และมีโอกาสที่ราคาจะวิ่งขึ้นไปอีกในปีหน้า เพราะมีบริษัทอสังหาหลายแห่งเล็งจะซื้อที่ดินนี้เพื่อสร้างคอนโด คุณประเมินว่าราคาอาจจะวิ่งไปถึง 60 ล้านบาท

คุณจึงรีบติดต่อไปยังเจ้าของที่ดิน และบอกเขาว่าคุณต้องการที่จะซื้อที่ดินของเขาปีหน้า ที่ราคา 40 ล้านบาท (เรียกตัวเลขนี้ว่า strike price) คุณจะจ่ายเงินสดให้เจ้าของที่ดินตอนนี้เลย 1 ล้านบาท เพื่อสิทธิในการซื้อที่ดินนี้ในปีหน้า (เรียกตัวเลขนี้ว่า premium) โดยค่า premium นี้คุณจ่ายให้เจ้าของที่ดินเป็นการผูกมัดไม่ให้เขาขายที่ดินนี้ต่อให้กับคนอื่น เขาจะขายที่ดินให้คุณได้คนเดียวเท่านั้นในราคา 40 ล้านบาท แต่เมื่อถึงเวลานั้นตัวคุณเองสามารถเลือกที่จะซื้อ หรือไม่ซื้อที่ดินนี้ก็ได้

ในปีต่อมา มีบริษัทอสังหาแห่งหนึ่งมาติดต่อเจ้าของที่ดินเพื่อที่จะซื้อที่ดินในราคา 60 ล้าน เจ้าของที่ดินไม่สามารถขายที่ดินได้เพราะมีสัญญาผูกมัดคุณอยู่ ทางเดียวที่บริษัทอสังหาจะได้ที่ดิน ก็คือต้องติดต่อผ่านทางคุณเพื่อที่จะขอซื้อที่ดินต่อ

ณ ตอนนี้คุณมีทางเลือกสองทางที่จะทำเงินให้คุณเองได้ ทางเลือกแรกก็คือ คุณเลือกที่จะทำเรื่องซื้อที่ดินในราคา 40 ล้านบาท (เรียกว่าการทำ exercise option) จากเจ้าของที่ดิน หลังจากนั้นก็ขายที่ดินนี้ให้กับบริษัทอสังหาในราคา 60 ล้านบาท โดยคุณจะทำกำไรได้ 19 ล้านบาท

market price ปัจจุบัน = +60 ล้าน (ได้รับเงินจากบริษัทอสังหา)
strike price ที่คุณจ่าย = -40 ล้าน (จ่ายให้กับเจ้าของที่ดิน)
premium = -1 ล้าน (จ่ายค่าทำสัญญา option ไปตั้งแต่ปีก่อน)
—————————————————————
net profit = 19 ล้าน (เข้ากระเป๋าคุณเอง)

แต่น่าเสียดายที่คุณเองไม่มีเงิน 40 ล้านบาท ดังนั้นคุณจึงเลือกวิธีที่สอง

วิธีที่สองคือคุณขายสัญญา option ให้กับบริษัทอสังหาโดยตรง หลังจากนั้นบริษัทอสังหาสามารถ exercise option เพื่อซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินได้ในราคา 40 ล้านบาท ดังนั้นถ้าราคาที่ดินณ ตอนนี้อยู่ที่ 60 ล้านบาท ตัว option จะมีมูลค่าอย่างน้อย 20 ล้าน ซึ่งบริษัทอสังหาจะยินดีจ่ายราคานี้ให้กับคุณเพื่อสิทธิใน option ในกรณีนี้คุณจะทำกำไรได้ 19 ล้านบาทเท่ากับวิธีแรก

profit = +20 ล้าน (ได้รับเงินจากบริษัทอสังหา)
premium = -1 ล้าน (จ่ายค่าทำสัญญา option ไปตั้งแต่ปีก่อน)
—————————————————————
net profit = 19 ล้าน (เข้ากระเป๋าคุณเอง)

จากตัวอย่างนี้ คุณเป็นคนที่โชคดีที่สุด เพราะคุณสามารถทำกำไรได้ถึง 19 ล้าน โดยใช้เงินลงทุนเพียงแค่ล้านเดียว ในขณะที่เจ้าของที่ดินสูญเสียโอกาสทำเงิน 20 ล้าน เพียงเพื่อแลกกับค่า premium เพียงแค่หนึ่งล้าน

แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจตกต่ำในปีถัดมาและราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำอย่างรวดเร็ว บริษัทอสังหาตัดสินใจที่จะไม่ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว คุณก็จำเป็นจะต้องปล่อยให้สัญญา option นั้นหมดอายุไปโดยไม่ทำการ exercise และเสียเงินหนึ่งล้านบาทค่าพรีเมียมไปฟรีๆ

ตัวอย่างที่ผมอธิบายเบื้องต้นเรียกว่า call option ครับ เป็น option ที่ให้สิทธิคุณที่จะซื้อ (แต่ไม่บังคับว่าจะต้องซื้อ) สินทรัพย์อ้างอิงนั้น (underlying asset) ที่ราคา strike price ในวันที่สัญญาหมดอายุ เพื่อที่จะได้สิทธินี้คุณจะต้องจ่ายเงินค่า premium ให้กับเจ้าของสินทรัพย์ โดยตัวคุณเองจะมีโอกาสขาดทุนสูงที่สุดเท่ากับราคา premium ที่คุณจ่ายไป (limited risk) เพราะเจ้าของสินทรัพย์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มเติมใดๆ นอกไปจากค่า premium ที่ได้รับไปแล้ว ในขณะที่โอกาสทำกำไรนั้นไม่จำกัด ขึ้นกับราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ณ วันหมดสัญญาจะวิ่งไปไกลแค่ไหน (unlimited profit)

ผู้ซื้ออย่างคุณจะคาดหวังให้ราคาสินทรัพย์สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันจะเพิ่มมูลค่าสัญญา option ในมือคุณให้สูงขึ้น และคุณสามารถขายต่อสัญญาดังกล่าวให้กับผู้ซื้อรายอื่นได้

ถ้าคุณคิดว่าสินทรัพย์ที่คุณสนใจ จะมีมูลค่าสูงขึ้นกว่า strike price แน่ๆ การเลือก buying call option (หรือเรียกอีกอย่างว่า long call) เป็นหนทางสร้าง unlimited profit (คุณจะได้กำไร 19 ล้านหรืออาจจะมากกว่านั้น ถ้าที่ดินมีราคาสูงขึ้นไปกว่า 60 ล้าน) ด้วย limited risk (หากพลาด ราคาที่ดินไม่สูงขึ้นคุณจะเสียเงินค่า premium เพียงแค่ล้านเดียวเท่านั้น)

ถ้าเจ้าของที่ดินมั่นใจว่ามูลค่าที่ดินจะไม่มีทางสูงไปกว่า strike price เขาจะมั่นใจเลือก selling call option (หรือเรียกอีกอย่างว่า short call) โดยเขาจะได้ premium ทันที 1 ล้าน หลังเซ็นสัญญา แต่ถ้าเขาคิดว่าราคาที่ดินมีโอกาสสูงขึ้นไปมากๆ เขาจะไม่มีทางตัดโอกาสทำกำไรของตัวเองด้วยการ “ผูกมัด (obligate)” ตัวเองเข้ากับ call option หรือไม่เขาก็จะเรียกค่า premium สูงมากๆ จนคุ้มค่าที่เขาจะรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสในอนาคต

เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาเล่าเรื่อง call option ของ SET50 ให้ฟังต่อครับ..
ส่วน put option จะยกยอดไปในวันต่อไป..

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments