Market Anyware เล่าเรื่อง Options ตอนที่ 2 Call Option

อันนี้เป็นโพสเก่าผมเอามาเล่าใหม่ เริ่มอ่านตอนต้นได้ที่นี่ครับ

ตอนที่ 1: เริ่มต้นกับ Options http://blog.marketanyware.com/2014/07/04/options1/

ผมยกตัวอย่าง Call Option กับการซื้อขายที่ดินไปแล้ว ในโพสนี้ผมจะเข้าเรื่อง Call Option ที่เราสามารถใช้จริงๆ ได้ นั่นคือ Call Option กับ SET50 ในตลาด TFEX ครับ

Option2

คิดซะว่า SET50 เป็น underlying asset เหมือนๆ กับที่ดิน ต่างกันตรงที่ว่าเมื่อเวลาหมดสัญญาแล้ว คุณจะไม่สามารถรับมอบ underlying asset ได้

สรุปใจความสำคัญอีกครั้ง

-คนที่ buying call option (long call) จะจำกัดความเสี่ยงเฉพาะค่า premium แต่ไม่จำกัดผลตอบแทน
-คนที่ selling call option (short call) จะจำกัดผลตอบแทน (ได้เฉพาะค่า premium) แต่ไม่จำกัดความเสี่ยง

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Call Option ของ SET50 คือในหนึ่งสัญญา ขึ้นลงจุดละ 200 บาท จะต่างกันกับ Futures ที่ขึ้นลงจุดละ 1,000 บาท พูดง่ายๆ ว่า 5 สัญญา Option ถึงจะมีได้เสียเท่ากันกับ 1 สัญญา Futures นั่นเองครับ ซึ่งนี่เป็นข้อดี ที่เราสามารถลองเล่นด้วยสัญญาขนาดเล็กๆ ได้ (อัพเดท July 2014 ตอนนี้ SET50 Futures เปิดสัญญาเล็กสัญญาละ 200 เหมือน Options แล้วนะครับ)

วันศุกร์ที่ผ่านมา SET50 ปิดที่ประมาณ 970 จุด (เรียกตัวเลขนี้ว่า market price) แต่คุณเชื่อว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยดีมากๆ จบการปรับฐานแน่นอนแล้ว และมีโอกาสที่ราคาจะวิ่งขึ้นไปอีกเยอะในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้านี้ คุณมองโลกในแง่ดีประเมินว่า SET50 อาจจะวิ่งไปถึง 1,100 จุดก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายน

ตรงกันข้าม ผมอาจจะมองว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่ดีนัก มีโอกาสเจอกับวิกฤติใหม่ๆ และปัญหาอื่นๆ อีกมาก (อันนี้เป็นการสมมตินะครับ) พอคนสองคนเห็นไม่ตรงกันคุณจึงรีบติดต่อผม และบอกผมว่าคุณต้องการที่จะพนันกับผมว่า ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน SET50 จะวิ่งไปมากกว่า 990 จุด (เรียกตัวเลขนี้ว่า strike price) โดยคุณจะจ่ายเงินสดให้ผมตอนนี้เลย 4,000 บาท (คุณต่อให้ผมด้วย premium 20 จุด จุดละ 200 บาท เงินพรีเมียมที่คุณท้าพนันกับผมจึงเท่ากับ 4,000 บาท)

ในที่นี้คุณเป็นเหมือนคนทำสัญญาว่าจะซื้อที่ดิน (ตัวอย่างนี้คือทำสัญญาว่าจะซื้อ SET50)
ผมเป็นเหมือนเจ้าของที่ดิน (ตัวอย่างนี้คือทำสัญญาว่าจะขาย SET50)

ผลลัพธ์เป็นได้หลายกรณีครับ

==กรณีที่ 1: คุณกำไร==
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าตลาดหุ้นดีมากๆ อย่างที่คุณคาดการณ์ ตลาดวิ่งไปถึง 1,100 จุดจริงๆ แน่นอนว่าคุณชนะพนัน (คุณจะชนะพนันถ้าราคาตลาดสูงกว่า strike price คือ 990) สิ่งที่คุณจะได้คือ

market price ปัจจุบัน = 1,100 จุด
strike price = -990 จุด
premium = -20 จุด (จ่ายให้ผมมาแล้ว 20×200 = 4,000 บาท)
—————————-
net profit = 90 จุด (คุณจะได้เงินจากผมทั้งหมด 90 x 200 = 18,000 บาท)

==กรณีที่ 2: คุณเท่าทุน==
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าตลาดหุ้นดีขึ้นจริงแต่กลับไม่มากอย่างที่คุณคิด ตลาดวิ่งไปถึง 1,010 จุดเท่านั้น แน่นอนว่าคุณชนะพนัน (คุณจะชนะพนันถ้าราคาตลาดสูงกว่า strike price คือ 990) แต่สุดท้าย ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้ครับ

market price ปัจจุบัน = 1,010 จุด
strike price = -990 จุด
premium = -20 จุด (จ่ายให้ผมมาแล้ว 20×200 = 4,000 บาท)
—————————-
net profit = 0 จุด

เมื่อหักค่า premium 20 จุด ที่คุณจ่ายออกจากผลกำไร 20 จุดที่คุณทำได้ (1,010-990) สุดท้ายแล้วเท่ากับคุณไม่ได้ไม่เสียในเคสนี้

==กรณีที่ 3: คุณขาดทุน==
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าตลาดหุ้นกลับไม่ดีขึ้นเลย ตลาดยังคงอยู่แถวๆ 970 จุดเหมือนเดิม คุณแพ้พนันครับ แต่จำนวนเงินที่คุณจะเสีย จะจำกัดอยู่เฉพาะค่า premium 20 จุด ที่คุณได้จ่ายไปแล้วในตอนต้นเท่านั้น นั่นหมายความว่าถึงคุณจะทายผิด คุณก็จำกัดความรับผิดชอบไว้ที่เงิน 4,000 บาทในตอนต้นเท่านั้นไม่เสียเงินอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว (เหมือนกรณีที่ดินที่ผู้ซื้อจ่ายค่าสัญญาไปล่วงหน้าแล้ว ถ้าตัดสินใจไม่ซื้อที่ดิน ก็ไม่ถูกหักเงินอะไรเพิ่มเติมอีก)

ในกรณีนี้ถึง SET50 จะตกอย่างรุนแรงไปอยู่ที่ 800 จุด..!! คุณก็จะไม่เสียเงินเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว อันนี้ต่างกับการ long SET50 future ตรงที่ว่า ยิ่งลงลึก คุณยิ่งเจ็บตัวมาก พอมองเห็นภาพหรือยังครับ ว่า การ limited loss แต่ unlimited gain ในตลาด option นั้นเป็นยังไง

ผู้ซื้อ (buy call หรือ long call) อย่างคุณจะคาดหวังให้ SET50 สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันจะเพิ่มมูลค่าสัญญา option ในมือคุณให้สูงขึ้น และคุณสามารถขายต่อสัญญาดังกล่าวให้กับผู้ซื้อรายอื่นได้

ถ้าคุณคิดว่า SET50 จะมีมูลค่าสูงขึ้นกว่า strike price แน่ๆ การเลือก buying call option (หรือเรียกอีกอย่างว่า long call) เป็นหนทางสร้าง unlimited profit (คุณจะได้กำไร จุดละ 200 ถ้า SET50 วิ่งสูงขึ้นไปกว่า 990 จุด) ด้วย limited risk (หากพลาด SET50 ไม่วิ่ง คุณจะเสียเงินค่า premium เพียงแค่ 20 จุดเท่านั้น)

ถ้าผมเองมั่นใจว่า SET50 จะไม่มีทางสูงไปกว่า strike price ผมจะมั่นใจเลือก selling call option (หรือเรียกอีกอย่างว่า short call) โดยผมจะได้ premium ทันที 20 จุดหลังเซ็นสัญญา แต่ถ้าผมคิดว่า SET50 มีโอกาสสูงขึ้นไปมากๆ ผมจะไม่มีทางยอมรับพนันครั้งนี้เด็ดขาด หรือไม่ผมก็จะเรียกค่า premium สูงมากๆ เช่น 100 จุด หรือจนกว่าคุ้มค่าความเสี่ยงที่ผมจะขาดทุนหนักในอนาคต

สิ่งสำคัญที่ผมจะสรุปเรื่อง Call Option ให้ฟังมีดังนี้ครับ

-โดยปกติแล้วยิ่งสัญญาระยะยาว ค่า premium จะยิ่งสูง สัญญาเดือนตุลาคม จะถูกกว่าพฤศจิกายน เนื่องจากระยะเวลาที่นานขึ้น ความเสี่ยงของคนรับ short call จะยิ่งสูงขึ้น อันนี้เรียกกันว่า time premium
-ยิ่ง strike price ห่างจาก market price มากเท่าไหร่ คน short call ก็จะยิ่งความเสี่ยงต่ำ เช่น market price อยู่ที่ 970 ถ้า strike price อยู่ที่ 1,000 ความเสี่ยงจะต่ำกว่า strike price ที่ 975 ดังนั้นที่ strike price ไกลๆ ค่า premium ก็จะถูกกว่า strike price ใกล้ๆ บางที strike price ที่ต่ำกว่า market price ก็มี เช่น 950 แต่ค่า premium ก็จะแพงบรรลัยจนไม่มีใครอยากเล่นกัน
-แต่ยิ่งสัญญาระยะยาว สภาพคล่องในตลาดยิ่งต่ำ นั่นก็เพราะ ไม่มีใครกล้ารับความเสี่ยงตรงนี้ ถ้าไม่เรียก premium สูงมากจนน่าเกลียด ก็ไม่เล่นมันซะเลย
-ชื่อสัญญา option เช่น “S50X13C975” ตัว “S50” หมายถึง SET50 ต่อด้วย “X13” หมายถึงซีรีย์ที่จะหมดอายุปลายพฤศจิกายน 2013 ต่อด้วยตัว “C” หมายถึง Call Option ต่อด้วย strike price คือ “975”
-ไม่ได้มี strike price ทุกเลขที่เราต้องการ อย่างในตัวอย่างของผม 990 จุด จริงๆ ไม่มีหรอกครับ โดยปกติมันจะวิ่งทีละ 25 จุด เช่น 950, 975, 1000, 1025 อะไรแบบนี้
-รายละเอียดรายซีรีย์ดูได้ที่นี่ครับ http://www.tfex.co.th/tfex/historicalMarketReport.html

เป็นไงบ้างครับ พอหอมปากหอมคอ แรกๆ อาจจะงงๆ หน่อย แต่ถ้าเข้าใจแล้วจะทำให้เรามีเครื่องมือช่วยในการลงทุนและป้องกันความเสี่ยงได้ดีมากๆ ครับ

เดี๋ยวโพสต่อไปผมจะมาเข้าเรื่อง put option กันบ้างครับ..

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments