เพิ่มหนี้ หรือ เพิ่มทุน..?

เรื่องของหนี้ กับทุน เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการเข้าใจงบการเงิน หากคุณต้องการทำธุรกิจ ก็จำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินทุน ผมขอยกตัวอย่างเดิมที่เคยยกตัวอย่างมารอบนึงแล้ว

ถ้านาย A ต้องการเปิดร้านส้มตำ ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท ไม่กู้เลย ทำกำไรได้ปีละ 40,000 บาท
– ในกรณีนี้ E จะเท่ากับ 200,000 ที่ลงทุนไป
– ROA จะเท่ากับ 40,000/200,000 = 20%
– ธุรกิจนี้ไม่มีหนี้เลย D/E = 0/200,000 = 0
หลังเปิดร้านไปซักระยะ นาย A เริ่มสังเกตเห็นว่าลูกค้าเข้าร้านแน่นทุกวัน โต๊ะในร้านก็น้อย รองรับลูกค้าได้ไม่เพียงพอ แถมห้องข้างๆ ยังเป็นห้องว่าง สามารถขยายร้านได้อีกห้องหนึ่งโดยใช้เงินอีกเพียง 120,000 ก็จะรับลูกค้าเพิ่มได้อีกถึงหนึ่งเท่าตัว
เพิ่มหนี้หรือเพิ่มทุน

ตอนนี้นาย A มีสองทางเลือกที่จะขยายธุรกิจ นั่นคือ ใช้เงินตัวเอง กับใช้เงินคนอื่น
==วิธีที่ 1. ใช้เงินตัวเอง==
ถ้านาย A เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความเสี่ยง แทนที่เขาจะเอากำไร (Net Profit) 40,000 บาทของร้านส้มตำเข้ากระเป๋าตัวเอง (คือการจ่าย Dividend ให้ผู้ถือหุ้น) เขาจะค่อยๆ สะสมกำไรในแต่ละปี (Retained Earnings) จนครบ 3 ปี จะได้เงิน 120,000 บาท แล้วเขาถึงเอาเงินกำไรตรงนี้มาขยายร้านตามที่ตั้งใจไว้ หลังจากขยายร้านแล้ว ร้านส้มตำของเขาทำกำไรได้เพิ่มหนึ่งเท่าตัว ปีละ 80,000 บาท
– E จะเท่ากับ 200,000 + 120,000 = 320,000
– ROA จะเท่ากับ 80,000/320,000 = 25% (ROA เพิ่มขึ้น)
– D/E ยังคงเป็น 0 เพราะไม่มีการกู้หนี้ยืมสินมาขยายธุรกิจ

แต่จะรอถึง 3 ปีไหวเหรอ..? โอกาสทางธุรกิจอยู่ข้างหน้า การคิดแบบอนุรักษ์นิยม นั้นเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ทำให้ธุรกิจเสียโอกาสดีๆ ไป ดังนั้นจึงมีวิธีการที่จะขยายธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องรอสะสมกำไรก่อน นั่นก็คือ..

==วิธีที่ 2. ใช้เงินคนอื่น==
นาย A ตัดสินใจใช้เงินคนอื่นเพื่อมาขยายร้านส้มตำ โดยนาย A ไปคุยกับนาย C เพื่อขอเงิน 120,000 มาขยายร้าน ถ้าคุณเป็นนาย C คุณจะตัดสินใจอย่างไรครับ..??

ทางแรก: “เพิ่มทุน” ถ้านาย C เห็นว่านาย A เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง ร้านส้มตำก็ขายดีคนแน่นตลอด นาย C จึงตัดสินใจขอเป็นหุ้นส่วนธุรกิจด้วยการจ่ายเงิน 120,000 บาท และเข้ามาถือหุ้น 25% หลังจากขยายร้านแล้ว ร้านส้มตำของเขาทำกำไรได้เพิ่มหนึ่งเท่าตัว ปีละ 80,000 บาท
– ในกรณีนี้นาย C กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น โดยถือหุ้น 25% และนาย A ถือหุ้น 75%
– ร้านส้มตำได้ทำการเพิ่มทุน จาก E = 200,000 กลายเป็น E = 320,000
– ROA จะเท่ากับ 80,000/320,000 = 25% (ROA เพิ่มขึ้น)
– D/E ยังคงเป็น 0 เพราะไม่มีการกู้หนี้ยืมสินมาขยายธุรกิจ

ทางที่สอง: “เพิ่มหนี้” ถ้านาย C ไม่สนใจถือหุ้นร้านส้มตำ แต่ให้ร้านส้มตำของนาย A ยืมเงิน 120,000 โดยคิดดอกเบี้ย 10% เมื่อครบกำหนดเวลา ร้านส้มตำของนาย A ต้องคืนเงินต้นนาย C พร้อมดอกเบี้ย
หลังจากขยายร้านแล้ว ร้านส้มตำของเขาทำกำไรได้เพิ่มหนึ่งเท่าตัว ปีละ 80,000 บาท (อันนี้เรียกว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายหรือ EBIT) พอหักดอกเบี้ยจ่ายของเงินกู้ออกไป 12,000 บาท เหลือกำไร 68,000 บาท (อันนี้คือกำไรสุทธิหรือ Net Profit)
– ในกรณีนี้นาย C กลายมาเป็นเจ้าหนี้ และร้านส้มตำเป็นลูกหนี้
– ร้านส้มตำมีสินทรัพย์เพิ่มเป็น 320,000 โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น E = 200,000 และหนี้ D = 120,000
– ROA จะเท่ากับ 80,000/320,000 = 25% (การคำนวณ ROA มักจะนิยมคำนวณด้วย EBIT แทนที่จะเป็น Net Profit เพื่อจะเป็นการแสดงประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ในการสร้างรายได้จริงๆ โดยไม่เอาภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจ่ายจากการกู้เงินหรือภาษีต่างๆ มาคำนวนด้วย)
– D/E กลายมาเป็น 120,000/200,000 = 0.6 เท่าตัว

การเพิ่มหนี้นี้เราจะมีคำศัพท์ที่คุ้นหูกัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านส้มตำออกพันธบัตรระดมทุน, ร้านส้มตำออกหุ้นกู้ ฯลฯ โดยพันธบัตร, หุ้นกู้ เหล่านี้ ถูกเรียกว่าตราสารหนี้ (Bond) นั่นเอง

เมื่อเทียบกับการเพิ่มทุน นาย C ได้ซื้อตราสารทุนของร้านส้มตำ และมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ในขณะที่หากนาย C ซื้อตราสารหนี้ของร้านส้มตำ จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้
– ผู้ถือหุ้น มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะถือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ และจะได้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล (Dividend)
– ส่วนเจ้าหนี้ จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า และจะได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Interest)
– ตลาดตราสารหนี้ก็เป็นอีกทางเลือกในการลงทุนหากคุณไม่ได้ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท คุณก็สามารถที่จะเลือกเป็นเจ้าหนี้ได้ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า
– หากธุรกิจสดใส ผู้ถือหุ้นคงไม่อยากแบ่งความรวยให้ใคร ในกรณีนี้เขา ‘น่าจะ’ เลือกการเพิ่มหนี้มากกว่าเพิ่มทุน
– หากธุรกิจมีความเสี่ยง ผู้ถือหุ้น ‘อาจจะ’ อยากลดความเสี่ยงของตัวเองลงด้วยการเพิ่มทุน หาผู้ถือหุ้นเพิ่ม มากกว่าเพิ่มหนี้
– ในบางกรณี เจ้าหนี้สามารถเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นผู้ถือหุ้นได้ตามเงื่อนไขในการให้กู้ (เรียกว่าหุ้นกู้แปลงสภาพ หรือ Convertible Bond หรือ Convertible Debenture)

พอมีเรื่องของหนี้เข้ามาในธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนที่คำนวนจาก ROA (Return on Asset) อย่างเดียว เริ่มจะไม่เพียงพอแล้ว เพราะ Asset ในบริษัท มันมีทั้งส่วนของผู้ถือหุ้น และส่วนของเจ้าหนี้อยู่ในนั้นด้วย ตรงนี้จะเป็นจุดที่ ROE (Return on Equity) เริ่มเข้ามามีบทบาท

ไว้ผมจะมาเล่าต่อเรื่อง ROE หลังจากนี้ครับ..

จากภาพหุ้น 8 ตัวนี้ ยังมีหนี้อยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไป (D/E < 1.5) และหนี้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 3 ปี (Average Liabilities Growth > 15%) แต่รายได้ก็เติบโตไปพร้อมๆ กับหนี้ (Average Revenue Growth > 30%)
PS. อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อหุ้นจากมุมมองเพียงแค่ด้านเดียว มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทนั้นน่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน

ดาวน์โหลด Market Anyware และสแกนหาหุ้นในดวงใจของคุณเองได้แล้ววันนี้..!!
Market Anyware iOS http://bit.ly/marketanywarepro
Market Anyware Android http://bit.ly/mapandroid

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments