Market Anyware เล่าเรื่อง Options ตอนที่ 4 Put Option ใน SET50

16ผมยกตัวอย่าง Put Option กับการซื้อขายที่ดินไปแล้ว ในโพสนี้ผมจะเข้าเรื่อง Put Option ที่เราสามารถใช้จริงๆ ได้ นั่นคือ Put Option กับ SET50 ในตลาด TFEX ครับ

สรุปใจความสำคัญอีกครั้ง

-คนที่ buying call/put option (long call/put) จะจำกัดความเสี่ยงเฉพาะค่า premium แต่ไม่จำกัดผลตอบแทน
-คนที่ selling call/put option (short call/put) จะจำกัดผลตอบแทน (ได้เฉพาะค่า premium) แต่ไม่จำกัดความเสี่ยง


Option4

(ใครยังไม่เข้าใจชัดเจนกลับไปอ่าน Call Option ใน SET50 ทวนก่อนอีกรอบนะครับ ผมจะยกตัวอย่างโดยใช้ประโยคเปรียบเทียบกับ Call Option ในตอนที่ 2 แบบคำต่อคำ)

ช่วงนี้ SET50 วิ่งแรงต่อเนื่องมาทะลุ 1,000 จุด (เรียกตัวเลขนี้ว่า market price) แต่คุณเชื่อว่าหุ้นไทยขึ้นมาเยอะแล้วทั้งๆ ที่พื้นฐานยังไม่ดี มีโอกาสปรับฐานสูงมากในช่วงเดือนสองเดือนข้างหน้านี้ คุณมองโลกในแง่ร้ายประเมินว่า SET50 อาจจะร่วงถึง 900 จุดก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม และถ้าหุ้นร่วงจริงๆ คุณอยากประกันความเสี่ยงเพราะคุณมีหุ้นในพอร์ตอยู่เพียบเลยตอนนี้

ส่วนผมเองมองว่าตลาดหุ้นไทยดูดี โอกาสตกหนักๆ ช่วงนี้แทบจะไม่มีอีกแล้ว อย่างแย่ๆ ตลาดก็จะแค่ sideway และวิ่งต่อไปได้ในที่สุด แถมผมเองก็เสียดายโอกาสที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ซื้อหุ้นเก็บติดพอร์ตเอาไว้ เลยอยากจะใช้โอกาสนี้หาค่าขนมชดเชยโอกาสที่เสียไปบ้าง

ผมจึงติดต่อหาคุณ เพื่อสอบถามว่า คุณต้องการจะให้ผมประกันความเสี่ยงให้มั้ย ถ้าสิ้นเดือนสิงหาคม SET50 ตกต่ำกว่า 980 จุด ผมจ่ายให้คุณจุดละ 200 บาท แต่คุณต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันให้ผมสดๆ ตอนนี้เลย 6,000 บาท (ผมขอค่าเบี้ยประกัน 30 จุด x 200 บาท = 6,000 บาท เป็นค่า premium)

ในที่นี้ผมเป็นเหมือนคนรับประกันราคาที่ดิน (ตัวอย่างนี้คือทำสัญญาว่าจะซื้อ SET50 ในราคา 980 จุด ไม่ว่าราคาตลาด ณ วันนั้นจะเป็นกี่จุดก็ตาม)
ส่วนคุณเป็นเหมือนเจ้าของที่ดิน ที่กลัวราคาที่ดินตก (จ่ายค่า premium เป็นเบี้ยประกันให้ผม ถ้า SET50 ตกต่ำกว่า 980 คุณก็จะได้เงินชดเชยจากผมจุดละ 200)

ผลลัพธ์เป็นได้หลายกรณีครับ

==กรณีที่ 1: คุณกำไร==
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนสิงหาคม ปรากฏว่าตลาดตกหนักอย่างที่คุณคาดการณ์ SET50 ร่วงลงไปถึง 800 จุด..!! (แค่สมมตินะครับ) แน่นอนว่าคุณชนะพนัน (คุณจะชนะพนันถ้าราคาตลาดต่ำกว่า strike price คือ 980) สิ่งที่คุณจะได้คือ

strike price = 980 จุด
market price ปัจจุบัน = -800 จุด
premium = -30 จุด (จ่ายให้ผมมาแล้ว 30×200 = 6,000 บาท)
—————————-
net profit = 150 จุด (คุณจะได้เงินจากผมทั้งหมด 150 x 200 = 30,000 บาท)

ในกรณีนี้ หุ้นในพอร์ตของคุณคงจะขาดทุนพอสมควร จากที่ SET50 ร่วงมาขนาดนี้ แต่อย่างน้อยเงินประกันที่ได้จากผม จะช่วย hedge ขาดทุนตรงนี้ได้บ้าง (ถ้าหุ้นในพอร์ตคุณเยอะ คุณก็ต้องคำนวณสัญญาที่จะเล่น long put มากกว่า 1 สัญญา ในกรณีนี้คุณเล่น 1 สัญญา คุณได้ 30,000 บาท ถ้าคุณเล่น 10 สัญญา คุณก็จะได้เงินประกันถึง 300,000 บาท แต่แน่นอนว่าค่าเบี้ย (premium) ก็จะสูงถึง 60,000 บาท)

==กรณีที่ 2: คุณเท่าทุน==
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนสิงหาคม ปรากฏว่าตลาดหุ้นตกจริงแต่กลับไม่มากอย่างที่คุณกังวล ตลาดร่วงลงไปที่ 950 จุดเท่านั้น แน่นอนว่าคุณทายถูก แต่สุดท้าย ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้ครับ

strike price = 980 จุด
market price ปัจจุบัน = 950 จุด
premium = -30 จุด (จ่ายให้ผมมาแล้ว 30×200 = 6,000 บาท)
—————————-
net profit = 0 จุด

เมื่อหักค่า premium 30 จุด ที่คุณจ่ายออกจากผลกำไร 30 จุดที่คุณทำได้ (980-950) สุดท้ายแล้วเท่ากับคุณไม่ได้ไม่เสียในเคสนี้ เบี้ยที่จ่ายไปก็ได้คืนมาครบ แถมหุ้นในพอร์ตก็ติดลบไม่มาก เท่าไหร่

==กรณีที่ 3: คุณขาดทุน==
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนสิงหาคม ปรากฏว่าตลาดหุ้นยังวิ่งเอาๆ SET50 วิ่งไปไกลถึง 1,100 จุด คุณจะไม่ได้อะไรจากผมเลยแม้แต่บาทเดียว (เพราะผมชนะพนัน ได้กิน premium คุณฟรีๆ) แต่จำนวนเงินที่คุณจะเสีย จะจำกัดอยู่เฉพาะค่า premium 30 จุด ที่คุณได้จ่ายไปแล้วในตอนต้นเท่านั้น นั่นหมายความว่าถึงคุณเลือกทางผิด คุณก็จำกัดความรับผิดชอบไว้ที่เงิน 6,000 บาทในตอนต้นเท่านั้นไม่เสียเงินอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว (เหมือนกรณีที่ดินที่คุณจ่ายค่าเบี้ยประกันไปล่วงหน้าแล้ว ถ้าตัดสินใจไม่ขายที่ดิน ก็ไม่ถูกปรับอะไรเพิ่มเติม)

อันนี้ต่างกับการ short SET50 future ตรงที่ว่า ยิ่ง SET50 วิ่งไปไกล คุณยิ่งเจ็บตัวมาก พอมองเห็นภาพหรือยังครับ ว่า การ limited loss แต่ unlimited gain ในตลาด option นั้นเป็นยังไง

ผู้ซื้อ (buy put หรือ long put) อย่างคุณจะคาดหวังให้ SET50 ตกหนักๆ เพราะมันจะเพิ่มมูลค่าสัญญา option ในมือคุณให้สูงขึ้น และคุณสามารถขายต่อสัญญาดังกล่าวให้กับผู้ซื้อรายอื่นได้

ถ้าคุณคิดว่า SET50 จะมีมูลค่าต่ำกว่า strike price แน่ๆ การเลือก buying put option (หรือเรียกอีกอย่างว่า long put) เป็นหนทางสร้าง unlimited profit (คุณจะได้กำไร จุดละ 200 ถ้า SET50 วิ่งต่ำไปกว่า 980 จุด) ด้วย limited risk (หากพลาด SET50 ไม่วิ่ง คุณจะเสียเงินค่า premium เพียงแค่ 30 จุดเท่านั้น)

ถ้าผมเองมั่นใจว่า SET50 จะไม่มีทางต่ำไปกว่า strike price ผมจะมั่นใจเลือก selling put option (หรือเรียกอีกอย่างว่า short put) โดยผมจะได้ premium ทันที 30 จุดหลังเซ็นสัญญา แต่ถ้าผมคิดว่า SET50 มีโอกาสตกหนัก ผมจะไม่มีทางยอมรับประกันครั้งนี้เด็ดขาด หรือไม่ผมก็จะเรียกค่า premium สูงมากๆ เช่น 100 จุด หรือจนกว่าคุ้มค่าความเสี่ยงที่ผมจะขาดทุนหนักในอนาคต

สิ่งสำคัญที่ผมจะสรุปเรื่อง Put Option ให้ฟังมีดังนี้ครับ

-โดยปกติแล้วยิ่งสัญญาระยะยาว ค่า premium จะยิ่งสูง สัญญาเดือนสิงหาคม จะถูกกว่าพฤศจิกายน เนื่องจากระยะเวลาที่นานขึ้น ความเสี่ยงของคนรับ short put จะยิ่งสูงขึ้น (ผมอาจจะมั่นใจว่าสิงหานี้ SET50 จะไม่ต่ำกว่า 980 แต่ยาวไปถึงพฤศจิกานี่ผมเองก็ไม่กล้ารับความเสี่ยงนะ) อันนี้เรียกกันว่า time premium
-ยิ่ง strike price ห่างจาก market price มากเท่าไหร่ คน short put ก็จะยิ่งความเสี่ยงต่ำ เช่น market price อยู่ที่ 1,000 ถ้า strike price อยู่ที่ 950 ความเสี่ยงจะต่ำกว่า strike price ที่ 975 ดังนั้นที่ strike price ไกลๆ ค่า premium ก็จะถูกกว่า strike price ใกล้ๆ บางที strike price ที่สูงกว่า market price ก็มี เช่น 1025 แต่ค่า premium ก็จะแพงบรรลัยจนไม่มีใครอยากเล่นกัน
-แต่ยิ่งสัญญาระยะยาว สภาพคล่องในตลาดยิ่งต่ำ นั่นก็เพราะ ไม่มีใครกล้ารับความเสี่ยงตรงนี้ ถ้าไม่เรียก premium สูงมากจนน่าเกลียด ก็ไม่เล่นมันซะเลย
-ชื่อสัญญา option เช่น “S50X14P975” ตัว “S50” หมายถึง SET50 ต่อด้วย “X14” หมายถึงซีรีย์ที่จะหมดอายุปลายพฤศจิกายน 2014 ต่อด้วยตัว “P” หมายถึง Put Option ต่อด้วย strike price คือ “975”
-ไม่ได้มี strike price ทุกเลขที่เราต้องการ อย่างในตัวอย่างของผม 980 จุด จริงๆ ไม่มีหรอกครับ โดยปกติมันจะวิ่งทีละ 25 จุด เช่น 950, 975, 1000, 1025 อะไรแบบนี้
-รายละเอียดรายซีรีย์ดูได้ที่นี่ครับ http://www.tfex.co.th/tfex/historicalMarketReport.html

เป็นไงบ้างครับ ลองเทียบ Put กับ Call ทั้งขา long และขา short แล้วคุณน่าจะมองเห็นภาพมากขึ้น ในตอนหน้า ผมจะมาบอกถึงกลยุทธ์การเล่น Options สำหรับพวกตกรถ ซื้อหุ้นไม่ทันมาให้อ่านกันครับ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจาก Market Anyware Blog คลิกที่นี่ http://blog.marketanyware.com/

เริ่มอ่านตอนต้นได้ที่นี่
ตอนที่ 1: เริ่มต้นกับ Options http://blog.marketanyware.com/2014/07/04/options1/
ตอนที่ 2: Call Option http://blog.marketanyware.com/2014/07/06/options2/
ตอนที่ 3: Put Option http://blog.marketanyware.com/2014/07/08/options3/

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments