Elliott Wave ตอนที่ 2: Wave ไม่จำเป็นต้องขึ้น 5 และลง 3 เสมอไป

ในโพสแรกผมเล่าเรื่องจิตวิทยามวลชน กับ Elliott Wave โดยความเชื่อส่วนตัวของผม การมอง Wave ให้ออกนั้นผมสนใจที่ปัจจัยพื้นฐานและอารมณ์ตลาด มากกว่าการดูกราฟหรือ Fibonacci ดังนั้นคำอธิบายเรื่อง Wave ของผมอาจจะแตกต่างไปจากผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ นะครับ

หลายๆ คนพยายามมอง Wave ขาขึ้นว่าจะต้องเป็น 1-2-3-4-5 ขาลงจะต้องเป็น a-b-c และพยายามจะฝืนยัดเยียดคลื่นเข้าไปในกราฟให้ได้ อย่าครับ อย่าทำอย่างนั้น
Elliott Wave ตอน2
ทุกๆ อย่างในโลกนี้มีข้อยกเว้น ถ้าใครอ่าน Elliott Wave ตอนแรกของผมไปแล้วจะเข้าใจว่า Wave นั้นมันเกิดจากจิตวิทยามวลชนที่กระทำต่อราคาหุ้นในแต่ละช่วงเวลา เช่นตอนขาขึ้น มันไม่ได้ขึ้นรวดเดียว พอมีความโลภ กับความกลัวของคนเข้ามาเกี่ยวข้อง Wave มันก็เลยยึกยักเป็นทรง 1-2-3-4-5

แล้วพอตอนหุ้นมันตก มันก็ไม่ได้ตกรวดเดียว มันเจอความกลัวกับความโลภของคนเข้ามา Wave มันก็เลยยึกยักเป็นทรง a-b-c

แต่นั่นคือกรณีการขึ้นลงของสินทรัพย์ทั่วๆ ไปที่ไม่มีปัจจัยอื่นๆ มากระทบกระเทือน แต่ถ้าจู่ๆ สถานการณ์ในภาพใหญ่เปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รุนแรงอาจจะทำให้คลื่นมันพังไปเลยทั้งๆ ที่ฟองสบู่ยังไม่แตกก็เป็นได้

หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โอกาสที่ Wave จะพัง และทุกอย่างจะถูก reset มานับหนึ่งกันใหม่ อย่ายึดติดว่ามันต้องขึ้น 5 ลง 3 แล้วคุณจะเข้าใจธรรมชาติของราคาสินทรัพย์ได้อย่างถ่องแท้

ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับทองคำในยุค subprime

จุดเริ่มต้น: ในเดือนเมษายน ปี 2000

หลังจาก FED ปรับขึ้นดอกเบี้ยติดๆ กันถึง 6 ครั้งในรอบ 1 ปี เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มหมดแรงผลัก ตลาดหุ้น Nasdaq ฟองสบู่แตกโพล๊ะในช่วงเมษายน ปี 2000 ตามมาด้วยการโจมตีตึก World Trade Center ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเดือนกันยายน 2001 ช่วงเวลาเริ่มต้นศตวรรษใหม่เป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ของโลกทั้งทางด้านเศรษฐกิจจากพิษฟองสบู่ Dot Com รวมไปถึงความหวาดกลัวสงครามกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ทั้งสงครามและเศรษฐกิจที่ซบเซา เป็นตัวจุดชนวนให้คนเริ่มกลับมาลงทุนในทองคำอีกครั้ง (หลังจากราคาทองคำไม่ขยับเลยมากว่า 20 ปี นับตั้งแต่ Paul Volcker ขึ้นดอกเบี้ยสุดโหดรวดเดียว 20 กว่าเปอร์เซนต์ เพื่อยื้อชีวิตเงินดอลล่าห์ช่วงวิกฤติเงินเฟ้อในทศวรรษที่ 80) ราคาทองคำเพิ่มฟอร์มตัวเข้าสู่ wave 1 ของรอบใหม่ ณ ช่วงเวลานี้นี่เอง (สังเกตนะครับ ช่วงฟองสบู่แตกของหุ้น กลับกลายเป็นช่วงฟอร์มตัวรอบใหม่ของทองคำ)

Wave 1-2-3: กันยนยน 2001-มีนาคม 2008
หลังวิกฤติฟองสบู่ Dot Com ทาง FED ได้แก้ไขปัญหาแบบมักง่ายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยจนเหลือ 1% (ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติ subprime ในเวลาต่อมา) เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ปริมาณเงินเพิ่มจำนวนมากขึ้น คนส่วนหนึ่งจึงโยกไปถือครองสินทรัพย์อื่น ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และทองคำ เศรษฐกิจที่เคยซบเซาจึงเริ่มกลับฟื้นตัวมาคึกคักหลังปี 2003 โดยมีหัวหอกคืออสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำในรอบนี้ค่อยๆ ขยับตัวอย่างช้าๆ จาก $320 เหรียญไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 20 ปีที่ $1,011 ในเดือนมีนาคม 2008

Wave 1-3 ในรอบนี้นั้นกินเวลาทั้งหมดยาวนานถึง 6 ปีกับอีก 6 เดือน (มีการปรับฐานแรงในช่วงปี 2006 เป็น Wave 2)

ไม่มี Wave 4: มีนาคม 2008-พฤศจิกายน 2008
หลังจากนั้น อย่างที่เรารู้กัน ในช่วง มีนาคม 2008 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี นั่นก็คือ วิกฤติ subprime ของสหรัฐ ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐล้มระเนระนาดด้วยปัญหาหนี้ subprime จนทำให้เกิดสถานการณ์ผิดปกติที่สินทรัพย์ทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก

ราคาทองคำร่วงลงมาอย่างรวดเร็วจาก $1,033 มาอยู่ที่ $681 เนื่องจากพวก banker โดนบังคับให้ทำ liquidity squeeze คือต้องเทขายสินทรัพย์ทุกอย่างในครอบครองเพื่อเอาเงินกลับประเทศไปสำรอง ไม่งั้นก็จะต้องล้มละลายแบบ Lehman Brothers

ทองคำยังไม่แพงเกินพื้นฐาน ทองคำยังไม่เกิดฟองสบู่ จริงๆ ทองคำยังวิ่งต่อได้อีกมาก แต่ราคาทองคำก็ถล่มลงมาอย่างหนักราวกับฟองสบู่แตกโดยไม่ต้องรอ Wave 5 มาถึง

และเราไม่อาจจะเรียกสถานการณ์ในช่วง subprime ว่าเป็น Wave 4 ได้ เนื่องจากการเทขายทองคำในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการขายทำกำไร แต่เกิดจากความจำเป็นที่เหล่าธนาคารจะต้องขายสินทรัพย์ถอนเงินกลับประเทศ เพื่อมาค้ำไม่ให้ธนาคารต้องล้มละลาย เป็นการถูกบังคับขาย ไม่ได้ขายด้วยความสมัครใจ Cycle ของ Elliot Wave นี้จึงเริ่มต้นที่ Wave 1-2-3 และจบลงด้วย liquidity squeeze ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติไปจาก Elliott Wave ที่เราเข้าใจกัน

บางคนที่ศึกษา Elliott Wave โดยไม่ดูปัจจัยเศรษฐกิจโลก และ ปัจจัยพื้นฐานของทองคำ สนใจดูแต่กราฟ จึงเข้าใจผิดคิดว่า ช่วงราคาทองคำตกในปี 2008 ถึงเกือบ 50% (นับจากจุดเริ่มต้นที่ $320) นั้นเป็น Wave 4 ของ cycle ใหญ่ ตามมาด้วย Wave 5 ในปี 2009-2011 แล้วก็ฟันธงว่า ฟองสบู่ทองคำนั้นได้แตกไปเรียบร้อยแล้วในปี 2011 นั้นจึงเป็นความคิดที่ผิด และถ้าคุณติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมที่เหลือของคุณก็จะผิดไปหมด

ในความเห็นของผมแล้ว ทองคำเพิ่งฟอร์มตัว Wave 1 ในรอบใหม่หลัง subprime ปลายปี 2008 (ผมขอเรียกว่า Cycle แห่งการพิมพ์เงิน) และในช่วงนี้เพิ่งใกล้จะจบ Wave 2 เท่านั้น บางคนที่มองพื้นฐานของทองคำไม่เหมือนกับผม อาจจะทำใจยากที่จะเชื่อ ว่าหลังจากนี้ทองคำจะเข้า Wave 3 และวิ่งไปสูงกว่า $1,900 คนแต่ละคนเข้าใจและเชื่อในพื้นฐานของทองคำแตกต่างกันไป อนาคตเท่านั้นที่จะบอกเราได้ครับ (แต่ถ้าคนศึกษาตลาดทองคำมาเยอะๆ จะพอรู้ว่า Wave ของทองคำในยุคนี้เป็น Wave ที่ผิดปกติเนื่องจากถูกมือที่มองไม่เห็นกดราคาทองคำเพื่อพยุงรักษาดอลล่าห์มาตลอดหลายปี ใครสนใจเรื่องนี้ผมแนะนำให้ลองติดตามเฟซบุ๊คของคุณทนง ขันทอง https://www.facebook.com/thanong.khanthong เค้าวิเคราะห์เจาะลึกการบิดเบือนราคาทองคำไว้อย่างถึงกึ๋นครับ)

ตอนหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังต่อกับกฏ Elliott Wave ข้อที่สองของผม: Wave 5 จะไม่มีวันมาถึง ตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานยังคงดีอยู่

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments