เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 2

อ่านตอนที่แล้วที่นี่ (http://blog.marketanyware.com/2014/08/17/เข้าใจcashflow1/)

ในงบการเงินจะแบ่งกระแสเงินสดเป็น 3 ประเภทครับ
– Operating Cash Flow หรือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (เส้นเขียว)
– Investing Cash Flow หรือ กระแสเงินสดจากการลงทุน (เส้นแดง)
– Financing Cash Flow หรือ กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงิน (เส้นเหลือง)
เข้าใจ Cash Flow 2ผมยกตัวอย่างเดิม
ถ้าคุณเริ่มทำงานเป็นเซลได้เงินเดือน 15,000 รายจ่ายประจำเดือนของคุณ 10,000 บาท แต่งานของคุณจำเป็นจะต้องใช้โทรศัพท์มือถือ คุณจะต้อง “ลงทุน” ซื้อมือถือ 1 เครื่องราคา 20,000 บาทเพื่อทำงาน แน่นอนว่าเงินคุณไม่พอ คุณเลยจะต้องกู้เงินมาซื้อโทรศัพท์ ไม่งั้นก็เริ่มทำงานไม่ได้ (ดูภาพซ้ายบน ประกอบไปด้วยนะ)

– คุณกู้มา 25,000 เพื่อซื้อโทรศัพท์แล้วเก็บอีกส่วนไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เงินสด +25,000 ในกระเป๋าสตางค์นี้ถือเป็น Financing Cash Flow
– เอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ 20,000 บาท เงินสด -20,000 บาทที่ไหลออกไปนี้ถือเป็น Investing Cash Flow
– ส่วน Operating Cash Flow ของคุณตอนสิ้นเดือนจะเป็น 15,000 (เงินเดือน) – 10,000 (รายจ่ายประจำเดือน) = +5,000 บาท

เดือนที่สอง ยังคงได้เงินเดือนเท่าเดิม รายจ่ายประจำเดือนก็เท่าเดิม แต่คุณต้องผ่อนจ่ายเงินกู้ 2,500 บาท 10 งวด

– การคืนเงินกู้ 2,500 บาทนี้ถือเป็น Financing Cash Flow คือเงินไหลออกจากกระเป๋า -2,500
– Operating Cash Flow เป็น +5,000 เหมือนเดิม
– ไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่มในเดือนนี้ Investing Cash Flow เป็น 0

ผ่านไปถึงเดือนที่ 10 คุณได้ปรับเงินเดือนเพิ่มเป็น 20,000 ดังนั้น
– Operating Cash Flow เพิ่มเป็น +10,000
– ผ่อนโทรศัพท์ Financing Cash Flow -2,500
– ไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่มในเดือนนี้ Investing Cash Flow เป็น 0

พอมาเดือนที่ 12 คุณขายโทรศัพท์ทิ้งได้เงินมา 8,000 บาท
– Operating Cash Flow เป็น +10,000
– ไม่มีค่าผ่อนโทรศัพท์แล้ว Financing Cash Flow เป็น 0
– ขายโทรศัพท์ถอนทุน ในกรณีนี้ Investing Cash Flow เป็น +8,000 (จากการขายสินทรัพย์)

เป็นไงครับ พอเข้าใจงบกระแสเงินสดมากขึ้นไหม..?

ผมสรุปประเด็นคร่าวๆ ในการดู Cash Flow ดังนี้..
1. เงินสดที่ไหลเข้าหรือออกจากการดำเนินงานหลัก ถือเป็น Operating Cash Flow ในที่นี้คือ เงินเดือน (ไหลเข้า) หักลบรายจ่ายประจำเดือน (ไหลออก) ถ้าในกรณีธุรกิจ ก็คือรายได้จากการขายสินค้า (ไหลเข้า) หักลบรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการประจำเดือน (ไหลออก)

2. เงินสดเข้าออกจากการลงทุน ถือเป็น Investing Cash Flow ในที่นี้คือ เงินค่าซื้อโทรศัพท์ (ไหลออก) และขายโทรศัพท์ (ไหลเข้า) ถ้าในกรณีธุรกิจ ก็คือเงินลงทุนซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ อาคารต่างๆ (ไหลออก) และขายเครื่องจักร อุปกรณ์ อาคารต่างๆ (ไหลเข้า)

3. อะไรก็ตามที่เป็นเงินสดเข้าออกจากกิจกรรมการเงิน ถือเป็น Financing Cash Flow ในที่นี้คือ เงินกู้ (ไหลเข้า) และเงินผ่อนคืนเงินกู้ (ไหลออก) ถ้าในกรณีธุรกิจ ก็คือเงินกู้ธนาคาร เงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุน เงินที่ได้จากหุ้นกู้ (ไหลเข้า) หักลบกับเงินจ่ายคืนธนาคาร ดอกเบี้ยจ่าย เงินจ่ายปันผล เงินซื้อหุ้นคืน (ไหลออก)

ข้อสังเกต
1. Operating Cash Flow จะบอกถึงแนวโน้มธุรกิจของคุณ ถ้าธุรกิจหลักดี Operating Cash Flow ควรจะมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าธุรกิจหลักแย่ Operating Cash Flow จะผันผวน หรือไม่ก็มีแนวโน้มเป็นลบ (ดูกราฟ SLC เส้นเขียวติดลบตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วเอาเงินจากไหนมาใช้ล่ะครับ ในเมื่อมีแต่ไหลออก ก็ต้องกู้เพิ่มหรือไม่ก็เพิ่มทุน ไม่มีที่สิ้นสุด ดูจากเส้นเหลืองที่วิ่งขึ้นตลอด ดังนั้นถ้าเจอบริษัทที่ขอเพิ่มทุน เราเปิดไปดู Cash Flow แวบเดียว ก็พอจะรู้แล้วครับ ว่าเป็นการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการ หรือเพิ่มทุนเพื่อกันตายไปวันๆ)

2. Investing Cash Flow จะบอกว่าคุณจะต้องลงทุนมากแค่ไหน เพื่อให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าได้ บางธุรกิจ จะขยายกำลังการผลิตที ต้องลงทุนเครื่องจักรเป็นพันๆ ล้าน ก็เป็นภาระที่หนักอึ้ง (ดูกราฟการบินไทย THAI แม้ Operating Cash Flow จะเป็นบวกมาตลอด แต่ด้วย Investing Cash Flow ที่หนักอึ้งเช่นการซื้อเครื่องบิน สุดท้ายการบินไทยก็ขาดทุนแทบจะปีเว้นปีในช่วงหลังๆ)

3. Financing Cash Flow จะบอกว่า ธุรกิจของคุณพึ่งพาเงินจากภายนอกมากแค่ไหน ถ้าเงินสดในมือไม่พอ คุณต้องมีกระแสเงินสดไหลออกทั้งค่าใช้จ่ายประจำเดือนใน Operating Cash Flow และเงินลงทุนเพิ่มใน Investing Cash Flow คุณก็ต้องเพิ่มเงินเข้ามาในบริษัท จะด้วยวิธีการเพิ่มทุน (เพิ่มส่วน Equity) หรือจะกู้เงิน (เพิ่มส่วน Debt) กู้มากๆ เข้าธุรกิจก็ลำบาก เพราะเงินที่ไม่ใช่ของเรา สุดท้ายก็ต้องไหลกลับไปคืนเค้าอยู่ดี (ดูอย่างการบินไทย นอกจากจะต้องลงทุนอย่างหนักทุกปีแล้ว ภาระจ่ายคืนเงินกู้ก็เยอะมากทุกปี เส้นเหลืองติดลบตลอดจะไม่ขาดทุนยังไงไหว)

4. บางครั้ง Investing Cash Flow ติดลบมากๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป โดยเฉพาะพวก Growth Company ที่ลงทุนอย่างหนักเพื่อขยายธุรกิจ (ดูกราฟ CPALL ตอนซื้อ MAKRO สิครับ Financing Cash Flow พุ่งกระฉูด ส่วน Investing Cash Flow ก็ดิ่งเหว มันคือการกู้เงินแบงค์ มาลงทุนซื้อ MAKRO นั่นเอง) การจะดูว่า Investing Cash Flow นั้นดีหรือไม่ดี ต้องศึกษาธรรมชาติธุรกิจเพิ่มเติมด้วย

ด้วยแอพ Market Anyware Pro คุณจะสามารถเปิดดู Cash Flow แบบง่ายๆ ได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที ส่วนในคอร์สสัมมนา Buffet Decode ช่วงเดือนกันยา ผมจะมีการสอนเรื่องการสแกนหาหุ้นจากตัวเลข Cash Flow ด้วย เช่น ธุรกิจไหนขยายการลงทุนแบบก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา, ธุรกิจไหนมีสัดส่วนเงินลงทุนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ (อันนี้เอาแนวคิดของบัฟเฟตมาทำเป็นสูตรสแกนหุ้น) เพื่อหาหุ้นที่มีกระแสเงินสดที่ดี และมีศักยภาพในการทำกำไรให้เราได้ในอนาคต ผมว่าแฟน VI น่าจะชอบแน่นอน

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments