เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 3

อ่านตอนที่ 1 (http://blog.marketanyware.com/2014/08/17/เข้าใจcashflow1/)
อ่านตอนที่ 2 (http://blog.marketanyware.com/2014/08/18/เข้าใจcashflow2/)

Investing Cash Flow และ CAPEX

ทวนกันอีกนิด ในทุกๆ ธุรกิจจะมีแหล่งเงินเข้าออกหลักๆ จากธุรกิจหลักของบริษัท เช่น ถ้าคุณขายชาเขียวแบบเสี่ยตัน แหล่งเงินไหลเข้าหลักๆ ก็ต้องมาจากยอดขายน้ำชาบรรจุขวด ส่วนแหล่งเงินไหลออกหลักๆ ก็มาจากต้นทุนการผลิตชา ที่นี้ต้นทุนการผลิตมีอะไรบ้างล่ะ..? ค่าแรงคนงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าต้นชา ค่าขวดพลาสติก ค่านู่นนี่ พวกนี้ต้องจ่ายทุกเดือนนะครับ มันจะอยู่ใน Operating Cash Flow ในส่วนเงินไหลออก
เข้าใจ Cash Flow 3
แต่ก่อนจะผลิตชาได้ เสี่ยตันต้องซื้อโรงงาน ลงทุนเครื่องจักรเป็นพันๆ ล้านนะครับ แต่เงินก้อนนี้จ่ายครั้งเดียวในตอนเปิดโรงงาน ไม่ได้จ่ายทุกเดือนๆ ดังนั้น เงินก้อนนี้จะไม่ได้อยู่ใน Operating Cash Flow แต่จะไปอยู่ในส่วน Investing Cash Flow คือเงินไหลออกจากการลงทุนแทน (เทียบกับตัวอย่างที่แล้ว เซลแมนก็ต้องลงทุนซื้อมือถือก่อนเริ่มทำงาน มือถือนี่ก็เป็น Investing Cash Flow) ไอ้เงินลงทุนพวกเครื่องจักร โรงงาน โทรศัพท์มือถือ อะไรพวกนี้แหละที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุน หรือ Capital Expenditure เรียกกันย่อๆ ว่า CAPEX

สรุป: CAPEX ไม่บันทึกลงใน Operating Cash Flow
สรุป: CAPEX จะบันทึกลงใน Investing Cash Flow

เข้าใจเรื่อง CAPEX

ก่อนที่ผมจะอธิบาย Cash Flow ต่อให้จบ ผมต้องเข้าเรื่อง CAPEX ก่อน เพราะคนส่วนใหญ่จะงงและเข้าใจตรงนี้ผิดทำให้เข้าใจเรื่องกระแสเงินสดผิดไปด้วย

ถ้า ICHI ของเสี่ยตัน ซื้อโรงงาน 1,300 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตรงนี้ ถือเป็น CAPEX ครับ ซึ่ง CAPEX นี้จะกลายมาเป็น Asset ของบริษัท แต่เราจะไม่นับเงิน 1,300 ล้านบาทตรงนี้นี้เป็นรายจ่าย (Expense) ในงบกำไรขาดทุนครับ

แน่นอนว่าหลายคนจะเกิดคำถาม อ้าว เสี่ยตันควักกระเป๋าจ่ายเงินไปตั้ง 1,300 ล้าน ทำไมไม่นับเป็นรายจ่ายล่ะ..?

คำตอบคือ โรงงานนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งแรก และใช้ไปอีกนาน ถ้าโรงงานใช้ได้อีก 10 ปี รายจ่าย 1,300 ล้านนี้ก็ควรแยกออกเป็นค่าใช้จ่ายย่อยๆ 10 ปีด้วยกันถึงจะแฟร์

ดังนั้น ในทางบัญชี งบกำไรขาดทุนจึงเอาเลข 1,300 ล้านนี้มาแบ่งออกเป็นงวดๆ ตามอายุการใช้งานของ Asset นั้นๆ แล้วตั้งชื่อเรียกมันว่าค่าเสื่อมราคา (Depreciation)

Depreciation นี้ก็มีหลายสูตรในการคำนวน หมายถึงว่า 1,300 ล้านนี้จะถูกแบ่งเป็นค่าเสื่อมก้อนเล็กๆ หลายๆ ก้อน เช่น 130 ล้านบาท หักเป็นรายจ่ายติดต่อกันไป 10 ปีเป็นต้น (สมมติเอาตามสบายเลย ว่าจะหักค่าเสื่อม 10 ปีหรือกี่ปี ก็ประมาณเอาเองจากอายุการใช้งานของ Asset นั้นๆ เช่นโรงงานอาจจะมีอายุการใช้งาน 20 ปีก็ได้)

สรุป: CAPEX 1,300 ล้าน จะไม่บันทึกลงใน Expense
สรุป: Depreciation 130 ล้าน จะบันทึกลงใน Expense ต่อเนื่องไป 10 ปี (ตามสูตรที่สมมติขึ้นมา)
สรุป: แต่ Depreciation 130 ล้านนี้เป็นแค่ตัวเลขสมมติ ไม่มีเงินไหลออกไปจริง (เพราะมันไหลออกไปหมดทั้งก้อนตั้งแต่ซื้อโรงงานปีแรกแล้ว) จึงจะไม่ถูกนำมายุ่งเกี่ยวใน Cash Flow เด็ดขาด (เพราะ Cash Flow จะบอกเงินที่ไหลเข้าออกจริงๆ ไม่เอาเงินสมมติมาใช้นะครับ)

หลายบริษัทมี CAPEX จำนวนมาก หมายถึงว่า พวกเค้าต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินลงทุนเป็นหมื่นๆ ล้าน แต่ตัวเลขนี้กลับหายไปจากงบกำไรขาดทุน..!! คนส่วนใหญ่เห็น Net Profit สวยๆ กำไรเพิ่มขึ้นทุกปี หารู้ไม่ว่า จริงๆ กระเป๋าแห้งแล้ว เพราะควักจ่ายเงินลงทุน CAPEX ไปอย่างหนักในตอนเริ่มต้น

มาดูงบของ ICHI กันครับ
– ดูรูปบนซ้ายกราฟสีแดงที่เป็นรายจ่าย 2,890 ล้านนี้ ไม่รวม CAPEX แต่จะรวม Depreciation ของ CAPEX ปีก่อนหน้านี้
– ดูรูปบนขวา เงิน CAPEX -1,300 ล้านที่ไหลออก อยู่ใน Investing Cash Flow (สีแดง)
– ดูรูปบนขวา Operating Cash Flow สีเขียวนี้ไม่นับรวม Depreciation (ค่าเสื่อมเป็นเพียงตัวเลขสมมติ ไม่มีจริง เพราะของจริงเงินไหลออกไปหมดตั้งแต่แรกตอนซื้อโรงงานแล้ว และบันทึกอยู่ใน Investing Cash Flow ตั้งแต่แรกไปแล้ว)

สรุป: ถ้าคุณดูงบกำไรขาดทุน คุณจะไม่รู้เลยว่าจริงๆ มีเงินสดเหลือในบริษัทเท่าไหร่ เพราะมันไม่เอา CAPEX มาคำนวน เอาแต่ Depreciation ที่เป็นเลขสมมติหลอกๆ มาคำนวน
และถ้าคุณดูงบกระแสเงินสด คุณจะรู้สถานะการเงินจริงๆ ของบริษัท ว่ามีเงินไหลเข้าไหลออกเท่าไหร่ โดยไม่สนใจ Depreciation

แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะเชื่อเงินสดจริงๆ ที่บริษัทมี หรือจะเชื่อเงินสมมติในงบกำไรขาดทุนครับ smile emoticon

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments