ความเสี่ยงของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ตอนที่ 1

(นี่เป็นบทความยาว ใครไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ ต้องขอโทษด้วยนะครับ)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยเกริ่นๆ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา Buffett Decode ฟังในวันสัมมนาไปครั้งหนึ่ง เป็นประเด็นสำคัญที่อยากให้คนที่อยากจะเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าเห็นภาพที่ชัดของ “การถือหุ้นแบบไม่ขาย” ตามสไตล์ของไอดอลอย่างวอเรน บัฟเฟต

ความเสี่ยง1

แนวคิดของบัฟเฟตก็คือ ตราบใดที่บริษัทยังเป็นบริษัทที่ดี มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องขายหุ้น เพราะเขาสังเกตแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของอาจารย์ของเขา (เบนจามิน เกรแฮม) หลายครั้งที่เขาพบว่าหลังจากเกรแฮมขายหุ้นแล้ว ราคาหุ้นยังวิ่งต่อไปอีกหลายเท่าตัว

และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่นักลงทุนเน้นคุณค่าหลายคนในประเทศไทยยึดติดเป็นแบบอย่าง และทำให้เขาผิดพลาดในการลงทุน

การถือหุ้นแบบไม่ขาย จนกว่าพื้นฐานบริษัทจะเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ดีจริงหรือ..? ถ้าบังเอิญอนาคตเราต้องเจอวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงแบบตอนต้มยำกุ้ง ที่หุ้นตกจากแถวๆ 1,800 จุดมาอยู่ที่แถวๆ 200 จุด นักลงทุนเน้นคุณค่าจะยังสามารถทำผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างที่เราคาดหวังหรือเปล่า..?

ผมไม่ได้แอนตี้แนวคิดของบัฟเฟต เพราะตัวเองคงไม่มีปัญญาประสบความสำเร็จเทียบกับเขาได้ แต่สิ่งที่ผมจะมาแชร์คือ การที่เราจะเลือกเชื่อความคิดของใคร ควรจะต้องมาจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงเหตุและผลของความคิดนั้น

อย่าคิดแค่ว่า “นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกพูด เราจึงต้องเชื่อ..” คุณจะไม่มีจุดยืนของตัวเอง เพราะคุณได้เลือกเชื่อ และยืนบนจุดยืนของคนอื่น

เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของบัฟเฟต เพราะช่วงเวลาที่บัฟเฟตลงทุนจนประสบความสำเร็จสูงสุด (1960-1990) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาของนักลงทุนอย่างพวกเราในยุคปัจจุบัน (2010-2020) ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกแตกต่างกันอย่างมาก

ผมมี 3 ประเด็นที่จะพูดถึง แต่เนื้อหาจะยาวมาก จะค่อยๆ ไล่ไปทีละประเด็นนะครับ

1. ความแตกต่างของเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในอดีตกับปัจจุบัน

ในยุคบัฟเฟต เศรษฐกิจของโลกมีเสถียรภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ทศวรรษที่ 40-50) และเฟื่องฟูมากจากการขับเคลื่อนของกลุ่มคนยุค Baby Boomers ในขณะที่ยุคของเราเศรษฐกิจผันผวนอย่างรุนแรงจากภาระหนี้สินภาครัฐและนโยบายทางการเงินที่ผิดพลาดของชาติมหาอำนาจ รวมถึงภาระจากรัฐสวัสดิการที่ทำให้รายได้ไม่พอรายจ่าย ความถี่ของวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง

ถ้าปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจมีเสถียรภาพดี ธุรกิจจะมีความเสี่ยงต่ำ และเจริญเติบโตไปได้ตามปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ แต่ถ้าปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจประสบปัญหา คนตกงานทั้งประเทศ ไม่มีเงินซื้อสินค้า เศรษฐกิจล่มสลาย ไม่ว่าพื้นฐานธุรกิจจะดีอย่างไร ก็ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเหมือนที่เคยเกิดกับประเทศไทยในช่วงต้มยำกุ้งช่วงทศวรรษที่ 90 มาแล้ว

ยุครุ่งเรื่องของบัฟเฟตความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำครับ โดยมีสาเหตุมาจากกลุ่มคนยุค Baby Boomers ที่เป็นหัวจักรผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลงในปี 1946 พวกทหารที่เหลือรอดชีวิตก็กลับไปยังมาตุภูมิเพื่อหาครอบครัวครับ ช่วงนั้นโลกไม่มีสงคราม สันติสุขเริ่มกลับเข้ามา ทหารไม่เจอหน้าครอบครัวมานาน สุดท้ายได้อยู่กับภรรยาในช่วงเวลาแห่งความสงบสุข พวกเขาจะทำอะไรกับภรรยาครับ..?

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีสถิติโลกใหม่เกิดขึ้น นั่นคืออัตราการเกิดของประชากรโลกสูงที่สุดในประวัติศาสตร์..!! เด็กๆ ที่เกิดในยุคนั้น ถูกเรียกด้วยชื่อเฉพาะว่า Baby Boomers (ในปัจจุบันคนกลุ่มนี้เข้าสู่วัยเกษียณกันหมดแล้วครับ)

หลังประชากรกลุ่ม Baby Boomers ลืมตาดูโลกเป็นว่า 20 กว่าปี พวกเขาก็เติบโตมาเป็นแรงงานหลักของโลก กลุ่ม Baby Boomers จำนวนมากนี้เองที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าในยุค Baby Boom เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมครับ เพราะปัจจัยทุกอย่างของเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้ธุรกิจเจริญเติบโต คนวัยแรงงานมีเยอะ รายได้ก็เริ่มสูงขึ้น การบริโภคก็สูง รัฐเก็บภาษีได้มาก อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด

แต่ปัญหาก็เริ่มเกิด เมื่อเวลาผ่านไป เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกก็ค่อยๆ สั่นคลอนมากขึ้นๆ ปัญหาก็เกิดจากคนกลุ่มเดิมนี่แหละครับ Baby Boomer อายุเริ่มมากขึ้น พวกเขามีลูกน้อยลง จนอัตราการเกิดของประชากรในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมากจนถึงระดับติดลบในบางประเทศ (ญี่ปุ่น, เยอรมัน) เมื่อคนเกิดน้อยลง และกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่อย่าง Baby Boomers เริ่มเลยผ่านวัยทำงานเข้าสู่ช่วงสูงอายุ สิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจึงค่อยๆ กลายเป็นด้านตรงข้าม

ประชากรวัยแรงงานลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้ช่วงชีวิตของมนุษย์ยืนยาวมากขึ้น Baby Boomers ที่กลายเป็นผู้สูงอายุจำนวนมากเปลี่ยนจากผู้สร้างรายได้ให้รัฐ กลายไปเป็นผู้สร้างร่ายจ่ายจากรัฐสวัสดิการจำนวนมากที่รัฐจะต้องใช้เพื่อดูแลพวกเขา ภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น (รวมถึงประเด็นอื่นๆ ของปัญหาเศรษฐกิจที่ค่อยๆ พอกพูน) ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจถี่ขึ้นๆ เรื่อยๆ บนโลกใบนี้

เราลองมองย้อนกลับไปสิครับ หนึ่งในวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในศตวรรษนี้คงเป็นการล่มสลายของ Wallstreet ในปี 1929 ที่เรียกกันว่า The Great Depression ถัดจาก 1929 โลกเราก็พบกับสงครามโลกครั้งที่สองในช่วง 1940 หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็มีเสถียรภาพมาตลอดจนเจอวิกฤติเงินเฟ้อในช่วง 1980 แล้วมาเจอวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1994 ฟองสบู่ dot com ในปี 1997 วิกฤติ subprime ปี 2008 วิกฤติหนี้ยูโรปี 2011

สังเกตไหมครับ ว่าความถี่ของวิกฤติเศรษฐกิจโลก เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคนี้ และมีแนวโน้มว่ามันจะถี่ยิ่งๆ ขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่า The Great Depression ในช่วงปี 1929

อย่าลืมนะครับว่า แม้แต่ตัวบัฟเฟตเอง ก็ยังไม่เคยเจอวิกฤติเศรษฐกิจขั้นร้ายแรงแบบ The Great Depression ในปี 1929 เหมือนกัน (เพราะตอนนั้นเบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของเขาก็เจ๊งในยุคนั้น จนเป็นที่มาของแนวคิดการลงทุนเน้นคุณค่าของเกรแฮมนี่แหละครับ ที่บัฟเฟตเริ่มเอามาต่อยอด) ในยุคนั้นดัชนีดาวน์โจนส์พังทลายจาก 380 จุดมาเหลือแค่ 40 จุด..!! (ถ้าเทียบกับดาวน์โจนส์ปัจจุบัน ก็คือดัชนีจะตกจาก 17,000 จุดเหลือแค่ 1,790 จุด..!! ต้มยำกุ้งกลายเป็นเด็กๆ ไปเลยครับ)

แม้แต่นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก ก็ยังไม่เคยลงทุนในยุคที่คนเดินถนนไม่มีเงินที่จะกินข้าว ต้องออกมาต่อแถวรอรับเศษขนมปังจากรัฐบาลเต็ม Wallstreet มาก่อน

คำถามคือ เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน มีใครมั่นใจได้แค่ไหนครับว่าเราจะไม่เจอวิกฤติขั้นรุนแรง แบบปี 1929 อีกครั้ง..? (ถ้าคุณศึกษาเศรษฐกิจโลกแบบถึงแก่น คุณจะพอมองเห็นเค้าลางของวิกฤติการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จากภาระหนี้และการพิมพ์เงินของประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา ยูโร และญี่ปุ่น)

สรุป ผมยังเชื่อมั่นว่า ความคิดของ VI เป็นสิ่งที่ดีมากๆ และเชื่อว่าการศึกษาพื้นฐานของหุ้นเป็นสิ่งที่ดีที่นักลงทุนเน้นคุณค่าควรทำ แต่ผมเชื่อมากไปกว่านั้นว่าแนวคิดการลงทุน “ต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย” ในยุคที่เศรษฐกิจโลกพร้อมที่จะล่มสลายอยู่ตลอดเวลา การถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยไม่ขาย เป็นความเสี่ยงที่สูงมาก ประกอบกับในยุคนี้ การวิเคราะห์จิตวิทยามวลชนมีการพัฒนาขึ้นไปมาก ทฤษฏีเทคนิคัลต่างๆ เริ่มได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงมากขึ้น จะดีกว่าไหม ถ้าพวกเรานักลงทุนเน้นคุณค่า ลองหันมาศึกษาศาสตร์ใหม่ๆ ด้านพฤติกรรมมวลชน เพื่อเป็นส่วนเสริมให้เราสามารถปกป้องเงินลงทุนเราจากวิกฤติในอนาคต มากกว่าที่จะยึดติดกับปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

เดี๋ยวผมจะมาต่อในตอนที่ 2 เรื่องของ รูปแบบการดำเนินธุรกิจในยุคบัฟเฟต และยุคปัจจุบันก็มีความแตกต่างกันอย่างรุนแรง จนการใช้แนวคิดของบัฟเฟตล้วนๆ ทำให้เราประสบปัญหาในการค้นหาหุ้นดีๆ ได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ

PS. ประเด็นที่ผมพูดถึงนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องตลาด MAI ที่ดูเหมือนจะเป็นฟองสบู่ในปัจจุบันนะครับ แต่เป็นมุมมองระยะยาวของนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ถือหุ้นๆ หนึ่งยาวนับสิบๆ ปี

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments