ต้นทุนผลิตทองคำ

ต้นทุนผลิตทองคำ เทียบกับราคาทองคำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาครับ เส้นสีฟ้าคือ Marginal Cash Cost (ต้นทุนหน้าเหมือง) เป็นต้นทุนเพิ่มเมื่อต้องการเพิ่มผลผลิตหน่วยใหม่

ต้นทุนผลิตทองคำ

ยกตัวอย่างเช่น เหมืองขุดทองหลุมเดียว ได้ทอง 1 ตันต่อปี มีต้นทุน Average Cash Cost (เส้นฟ้าอ่อน) ounce ละ $550 แต่เมื่อต้องการเพิ่มปริมาณผลผลิต ต้องเปิดหลุมใหม่ ต้นทุน Marginal Cash Cost (เส้นฟ้าเข้ม) จะกระโดดขึ้นทันทีเป็น ounce ละ $1,050 เพราะจะต้องมีเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่เป็น fixed cost ในการเปิดหลุมใหม่ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเพิ่มเข้ามาทันที

(สังเกตเส้น Marginal Cash Cost กับเส้น Average Cash Cost ถ่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็เพราะว่า ทองคำ “หา” ยากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง ยิ่งนานวันเข้า ต้นทุนการผลิตทองคำเพิ่มก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ)

เส้นประสีดำ คือ Marginal Cash Cost + CAPEX ซึ่ง Cash Cost นี้เรียกได้ว่าแพงกว่าราคาทองคำปัจจุบันไปแล้ว (เคยพูดเรื่อง CAPEX ไปแล้วในโพสก่อนๆ คือเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่ไม่นำมาคำนวนเป็นรายจ่ายในทางบัญชี แต่จะแยกหักเป็นค่าเสื่อมราคาแทน เหมืองทองที่มีการลงทุนเรื่อง Exploration เยอะๆ ต้นทุน CAPEX จะสูงมาก แต่เดี๋ยวนี้มีบริษัทที่ทำเฉพาะ Exploration ต่างหาก แยกกับเหมืองเลยก็มีครับ ส่วนกราฟนี้เป็นตัวเลขเฉลี่ยครับ)

เมื่อราคาทองตกต่ำลงเรื่อยๆ จนใกล้เคียงกับ Marginal Cash Cost เหมืองทองส่วนหนึ่งจะเริ่มเห็นความไม่คุ้มค่าที่จะขยายการลงทุน จึงจะลดกำลังการผลิตลง เมื่อไม่ลงทุนเพิ่ม ต้นทุนเฉลี่ยก็จะต่ำลงเหมืองก็จะอยู่ได้

ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้จริง ปริมาณทองคำที่ผลิตได้บนโลกหลังจากนี้ อาจจะลดลงฮวบฮาบ (ใครจะอยากขุด ถ้าต้นทุนแพงกว่าราคาขาย) เมื่อ supply ทองน้อยลง จะกดดันให้ราคาทองมีโอกาสกลับตัวสูงขึ้นได้

แต่…

อย่าเพิ่งคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดนะครับ มีความเชื่อที่ว่าธนาคารชาติตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา ได้มีความพยายามบิดเบือนราคาทองคำมานานแล้ว เพื่อรักษาเงินดอลล่าห์ ด้วยการ short ทองคำในตลาด COMEX ปริมาณมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึง supply ทองจะลดลง แต่ถ้าหากพวกแบงค์ยักษ์ใหญ่ too big too fail ทั้งหลาย ยังรวมหัวกันกดราคาทองคำอยู่อย่างนี้ ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะหลุดต่ำกว่า Cash Cost ก็ยังเป็นได้

ต้นทุนผลิตไม่ได้จำเป็นต่ำกว่าราคาขายเสมอไป ตัวอย่างไม่ใกล้ไม่ไกล ดูราคายางใกล้ๆ ตัวนี่ไงครับ

ปี 2014 เป็นปีที่ทองคำเซื่องซึมไร้แรงดึงดูด หลายคนหันไปสนใจหุ้น หรือการลงทุนอื่นๆ แทน แต่ในปีหน้านี้เราจะเป็นแนวโน้มที่ชัดเจนของทองคำน่าจะกลับมาแล้ว แต่จะเป็นขาขึ้น หรือลงต่อไป อันนี้สุดจะคาดเดาครับ

Marginal Cash Cost ของเหมืองทอง ในปี 2014 อยู่แถวๆ $1,100-$1,200 ครับ แถวราคานี้นี้จึงเป็นจุดสำคัญที่จะตัดสินอนาคตของทองคำ ทั้งในด้านพื้นฐาน (ต้นทุนเหมือง) และในมุมมองเทคนิค (เส้น 61.8% ของ Wave 2 อยู่ที่ $1,150)

คอยจับตานะครับ

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments