Elliott Wave Made Easy

เรื่องของ Elliott Wave และ Fibonacci ในมุมมองของผมนั้น มันไม่ใช่เรื่องตัวเลขมหัศจรรย์อะไร จริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่จิตวิทยาการลงทุนของมหาชนเท่านั้น ซึ่งถ้าเราเข้าใจ Elliott Wave ในภาพใหญ่ได้แล้วก็จะทำให้เราเข้าใจแนวทางการลงทุนได้มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็ตาม

ผมเลยขออนุญาตเอาบทความ Elliott Wave ที่เคยเขียนมาลงให้อ่านกันครับ


Repost Elliott 1

ย้อนกลับไปในปี 1920-30s มีนักบัญชีอัจฉริยะคนหนึ่งชื่อ Ralph Nelson Elliott ได้ทำการวิเคราะห์วิจัยตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิดด้วยข้อมูล 75 ปี ของตลาดหุ้น เขาพบว่าในตลาดหุ้นนั้น แม้ดูเหมือนว่าจะมีพฤติกรรมที่การเคลื่อนไหวของราคาที่ไร้รูปแบบ แต่ท่ามกลางความวุ่นวายของทิศทางราคา กลับมีรูปแบบบางอย่างซ่อนอยู่ในความไร้รูปแบบนั้น

เมื่ออายุ 66 ปี เขาได้หลักฐานสุดท้ายที่ทำให้มั่นใจในการค้นพบของเขา เข้าตีพิมพ์ทฤษฎีลงหนังสือ ชื่อ The Wave Principle เขาบอกว่าตลาดนั้นมีการเทรดเป็นลักษณะวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากอารมณ์ของนักลงทุน ที่ส่งผลมาจากปัจจัยต่างๆ กัน

การสวิงขึ้นลงของทิศทางราคา สาเหตุนั้นเกิดจากพฤติกรรมทางจิตวิทยา ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เสมอๆ เขาเรียกการสวิงขึ้นลงของราคาในลักษณะนี้ว่า Waves

เขาเชื่อว่า ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคาที่เกิดซ้ำๆ ได้ เราก็จะสามารถทำนายทิศทางราคาหุ้นได้ ว่ามันจะไปทางไหนในอนาคต

สิ่งนี้ทำให้ Elliott waves นั้นเป็นที่นิยมในหมู่ trader พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาเข้าใจ Elliott Wave แล้ว พวกเขาจะสามารถทำนายอนาคตของราคาหุ้นได้ หรือถ้าจะให้พูดอีกอย่าง Elliott Wave ทำให้ trader สามารถจับรูปแบบการเกิด top กับ bottom ของราคาหุ้นได้

สุดท้ายแล้ว เขาตั้งชื่อทฤษฎีของเขาว่า The Elliott Wave Theory

Five-Three Pattern

Mr. Elliott กล่าวว่า ตลาดและการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในตลาดนั้น เคลื่อนไหวใน pattern ที่เขาเรียกว่า 5-3 ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรม greed and fear ของนักลงทุนนั่นเอง
รูปแบบคลื่น 5 คลื่นแรก เรียกว่า Impulse wavesรูปแบบคลื่น 3 คลื่นหลัง เรียกว่า Corrective waves (ดูภาพประกอบในคอมเมนต์)

ทำไมต้อง 5-3..??

สาเหตุมาจาก inflation นั่นเองครับ ในระยะยาวสินทรัพย์ทุกชนิดในโลกจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ (ยกเว้นก็แต่ fiat currency) แต่การขึ้นของราคานั้นจะไม่ได้ขึ้นเป็นกราฟเส้นตรง เนื่องจากในระหว่างทางจะมีเรื่องของอารมณ์นักลงทุนและปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การขึ้นของราคาสินทรัพย์จึงเกิดความผันผวน ซึ่งลักษณะพื้นฐานของความผันผวนนี้จะสอดคล้องกับความกลัวและความโลภของนักลงทุนนั่นเอง

ขึ้น 5 ขั้น และตกลงมา 3 ขั้น ขึ้น 5 ขั้น และตกลงมา 3 ขั้น เป็น cycle แบบนี้วนเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด

กูรูด้าน Elliott Wave หลายคนอธิบาย Elliott Wave ควบคู่ไปกับคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนอย่าง Fibonacci โดยใช้หลักทาง technical analysis แต่จริงๆ เราไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจลึกถึงขั้นนั้น ก็สามารถนับ wave ได้อย่างแม่นยำพอสมควรด้วยการนำกราฟราคามาเทียบกับ “อารมณ์ตลาด” ซึ่งวิธีนี้จะแม่นยำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรานับ wave ในระดับใหญ่ๆ อย่าง cycle หรือ super cycle ที่มีช่วงเวลาของ cycle ยาวนานหลายปี หรือนับสิบๆ ปี

ลองมาดูกันครับว่า “อารมณ์ตลาด” ที่ว่า จะทำให้เราเข้าใจ Elliott Wave ได้อย่างไร..?

จุดเริ่มต้นของ Elliott Wave นั้นเกิดหลังจากจุดต่ำที่สุดของราคาหุ้น นั่นคือช่วงเวลาที่วิกฤติเลวร้ายถึงขีดสุด ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นนั่นเอง

หลังจากตลาดหมีดำเนินมายาวนาน ราคาหุ้นตกต่ำต่อเนื่อง ผู้คนไร้ความหวังในหุ้นตัวดังกล่าว ช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวไม่มีใครอยากที่จะลงทุนเพราะเข็ดขยาดกับการขาดทุนครั้งที่แล้วมาจนแม้หุ้นราคาจะถูกลงไปมาก แต่ความกลัวก็ยังครอบงำทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าซื้อ

Wave 1
แต่มาถึงจุดหนึ่งราคาหุ้นกลับเริ่ม reverse สูงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว นั่นเป็นเพราะมี smart money กลุ่มเล็กๆ ที่ชาญฉลาด พวกเขามองภาพใหญ่ทะลุปรุโปร่ง รู้ว่าราคาหุ้นนั้นตกลงมามากแล้ว ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว (Fundamental Change) ทำให้หุ้นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นฐาน และเป็นเวลาเหมาะที่จะเข้าซื้อ เมื่อพวกเขาเข้าซื้อจึงทำให้ราคาหุ้นเริ่มวิ่งขึ้น คนจำนวนหนึ่งเมื่อเห็นหุ้นเริ่มวิ่งขึ้นจึงเริ่มเข้าซื้อตาม ทำให้เริ่มเห็นภาพตลาดเป็นตลาดกระทิงขนาดย่อมๆ
(จากภาพบน ในตลาด SET ผมมองว่า Wave 1 คือช่วงหลัง subprime เริ่มคลี่คลายในปลายปี 2008 ตลาดหุ้นเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวชัดเจน โดยวิ่งจาก 380 จุดไปถึง 1148 จุดในช่วงเดือนสิงหาคม 2011)

Wave 2
จุดนี้เป็นจุดที่ผู้คนส่วนหนึ่งที่ถือหุ้นมาก่อนหน้านี้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายของตลาดหมีมา พวกเขาขาดทุนมานานมากจนคิดว่าที่หุ้นราคากระโดดขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่โชคดีชั่วคราว พวกเขาจึงรีบขายทำกำไร (หรือลดขาดทุน) เนื่องจากกลัวว่าหากทิ้งไว้นานเกินไปราคาหุ้นจะกลับไปตกต่ำที่จุดเดิม รวมทั้งกลุ่มคนที่เข้าซื้อหุ้นในช่วง wave 1 แต่ยังลังเล ไม่มั่นใจในพื้นฐาน เมื่อเห็นราคาขึ้นมาพอให้ได้กำไรพอสมควรจึงตัดสินใจเทขาย พวกเขายังไม่มีความเชื่อมั่นในหุ้นนั้นๆ อย่างแท้จริง คาดหวังแต่กำไรระยะสั้น จึงโยนโอกาสทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เหล่านักวิเคราะห์ก็พาเหรดออกมาโจมตีหุ้น ข่าวร้ายต่างๆ นาๆ แห่เข้ามาจนคนส่วนใหญ่คิดว่าหุ้นนั้นราคาแพงเกินไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ราคาหุ้นจึงตกต่ำลงหลังจากวิ่งขึ้นมาระยะหนึ่ง พูดอีกแง่หนึ่งที่จุดนี้ผู้คนผสมผสานกันไปด้วยความกลัวและความโลภ ตลาดทำให้ราคาหุ้นไม่วิ่งไปยังจุดที่ควรจะเป็น

โดยปกติแล้ว wave 2 ราคามักจะร่วงลงมาประมาณ 38.2%-61.8% (จำง่ายๆ ว่า 40%-60% ก็ได้ครับ) เมื่อเทียบกับราคาที่พุ่งขึ้นไปในช่วง wave 1 (แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลขนี้เสมอไป)
(จากภาพบน ในตลาด SET Wave 2 ของเราคือช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ ตอนปลายปี 2011 SET ตกจาก 1148 จุดมาอยู่แถวๆ 843 จุด ในเดือนตุลาคม 2011 สังเกตว่าช่วง Wave 2 SET ร่วงลงมาที่ 38.2% พอดิบพอดี)

Wave 3
เมื่อความกลัวในตลาดเริ่มจางหาย ความจริงจะค่อยๆ เริ่มปรากฏชัด จาก wave 1 ที่คนริเริ่มเป็นกลุ่ม smart money ใน wave 3 นี้ผู้คนทั่วไปเริ่มสังเกตเห็นความน่าสนใจของหุ้นตัวนี้ได้จากข้อเท็จจริงที่เริ่มกระจายไปในวงกว้าง trader ส่วนใหญ่ “ในตลาด” จึงเริ่มเข้ามาซื้อ เมื่อผู้คนสนใจหุ้นตัวนี้มากขึ้น และอยากจะซื้อมัน ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทะลุราคาสูงสุดของ wave 1 ก่อนหน้านี้ไปอีกมาก ในคลื่นรอบนี้การวิ่งขึ้นของราคามักจะวิ่งตามปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง จาก wave 1 ที่ราคาหุ้น undervalue มาถึง wave 3 ราคาจึงเริ่มวิ่งมาถึงจุดที่ราคาวิ่งมา ณ จุดที่เป็น intrinsic value และเริ่มเลยไปถึงจุดที่ใกล้จะ overvalue เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้น
(ในช่วงหลังน้ำท่วม SET วิ่งยาวจาก 843 จุดไปถึง new high ที่ 1649 จุดในเดือนพฤษภาคมปี 2013)

แต่ช่วงเวลานี้คนจำนวนมากที่อยู่ “นอกตลาด” กลับเริ่มมองเห็นช่องทางการทำกำไรง่ายๆ ของคน “ในตลาด” และแล้ววงจรแห่งความโลภของมนุษย์จึงเริ่มที่จะกลับมาอีกครั้ง

Wave 4
trader กลุ่มหนึ่งเริ่มขายทำกำไร เพราะพวกเขาคิดว่าราคาหุ้นแพงไปแล้วเมื่อเทียบกับพื้นฐาน แต่ว่า wave นี้ราคาหุ้นกลับไม่ตกหนักมากเท่าไหร่ เพราะวงจรแห่งความโลภที่เพิ่งก่อตัว ผลักดันให้กลุ่มคน “นอกตลาด” ที่รู้ช้า แต่โลภมากวิ่งเข้ามา shopping เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ จนพยุงราคาหุ้นไม่ให้ตกลงมากนัก พวกเขายังมีความคิดว่าหุ้นตัวนี้ยังอยู่ในขาขึ้น และมองเห็นเป็นจังหวะเข้าซื้อเมื่อเห็นราคาเริ่มปรับฐานลงมา

โดยส่วนใหญ่ % ของการ correction ของราคาใน wave 4 มักจะน้อยกว่า wave 2 (นับจากจุดเริ่มต้น wave 1) ด้วยเหตุผลที่ greed > fear นั่นเอง โดยปกติแล้ว wave 4 ราคามักจะร่วงลงมาไม่เกิน 38.2% (จำง่ายๆ ว่าไม่เกิน 40% จากจุดเริ่มต้นก็ได้ครับ)

(ดูภาพล่าง ช่วง SET ตลาดแตกช่วงกลางปีที่แล้ว SET ร่วงหนักจาก 1649 ลงมาอยู่ที่ 1205 จุด บังเอิญหรือเปล่าว่ามันร่วงลงมา 38.2% อีกแล้ว และนี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า ตอนนี้ SET จบการ correction ของ Wave 4 และได้เข้าสู่ Wave 5 เต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่ต้นปี 2014 ที่ผ่านมา)

Wave 5
เป็นจุดที่คนทุกประเภท ทุกรูปแบบ ทุกอาชีพการงาน พุ่งเข้าหาตลาดหุ้นอย่างไร้เหตุผล ด้วยสาเหตุจากอารมณ์ความโลภของพวกเขาล้วนๆ ใครไม่มีเงินก็เล่นด้วย margin หรือกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาซื้อหุ้น โลภมากกลัวจะพลาดโอกาส ก็พยายามเข้าซื้อหุ้นด้วย leverage สูงๆ

ราคาหุ้นจึงเริ่มพองโตอย่างรวดเร็วแต่เปราะบางเหมือนกับฟองสบู่ พวกเขาเห็น CEO ของบริษัทออกมาพูดในคอลัมน์ต่างๆ ของนิตยสารดังๆ ในฐานะบุคคลแห่งปี, ข่าวดีต่างๆ เริ่มวิ่งเข้ามามากมาย, การคาดการณ์การเติบโตจากนักวิเคราะห์ทุกสำนักเห็นตรงกันว่าอนาคตบริษัทสดใส, trader และนักลงทุนเริ่มหาเหตุผลเพื่อเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ โบรกเกอร์วางเป้าหมายราคาของหุ้นไว้ที่ทางช้างเผือก และพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้คุณคิดว่าหุ้นยังราคาถูกอยู่ ถ้าคุณเริ่มคิดว่าหุ้นตัวนี้แพงมากเกินไปแล้ว

ในขณะเดียวกับที่คนกลุ่มใหญ่แห่เข้าซื้อหุ้น ด้วยความคาดหวังต่างๆ นาๆ กลุ่ม smart money กลุ่มเดิมที่เริ่มเข้าซื้อใน wave 1 ก็มองเห็นล่วงหน้าอย่างทะลุปรุโปร่งว่า ราคาหุ้นนั้นเกินพื้นฐานไปมากแล้ว (อันที่จริงพวกเขาส่วนใหญ่ขายหุ้นไปหมดตั้งแต่ wave 3 หรือ 4 แล้วด้วยซ้ำ) พวกเขาเริ่มก้าวเข้ามา short หุ้นในตลาดด้วยปริมาณเงินที่มากกว่ามือสมัครเล่นหลายเท่าตัว นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ฟองสบู่ที่พองบวมใน wave 5 ระเบิดออกอย่างรวดเร็ว

Wave A
ฟองสบู่เริ่มแตก ราคาหุ้นตกเนื่องจากราคาแพงเกินปัจจัยพื้นฐาน เมื่อ trader ส่วนใหญ่เข้าสู่ตลาดไปหมดแล้ว เมื่อไม่มีผู้ซื้อหน้าใหม่ๆ ทำให้ราคาไม่สามารถวิ่งขึ้นไปต่อไป เมื่อมีแต่คนอยากขาย แต่กลับไม่มีคนซื้อ ราคาหุ้นจึงเริ่มตกลงอย่างรวดเร็ว แต่ระยะนี้ข่าวดียังคงแพร่สะพัดอยู่ นักวิเคราะห์ยังคงให้ความหวังจนทำให้นักลงทุนเชื่อว่านี่คือการ correction เพื่อที่จะวิ่งขึ้นต่อไปในจุดที่สูงกว่าเดิม

Wave B
แม้แต่ในช่วงเวลาแห่งความเลวร้าย ความโลภก็ยังคงมีอำนาจครอบงำคนกลุ่มหนึ่งอยู่ พวกเขายังมีความเชื่อ (ที่ผิดๆ) ว่าการตกลงของราคาหุ้นครั้งนี้เป็นเพียงการ correction เหมือนครั้งก่อนๆ เมื่อเห็นราคาหุ้นตกลงมามากพอสมควร จึงคิดว่านี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก รีบวิ่งเข้าไปซื้อหุ้น แรงซื้อนี้จะช่วยพยุงราคาหุ้นให้ rebound กลับขึ้นไปได้อีกครั้ง เพียงแต่ว่ามันยังไม่มากพอที่จะฉุดให้หุ้นกลับมายืนราคาได้ในระยะยาว กลุ่ม smart money เมื่อเห็นราคาหุ้นกลับ rebound ขึ้นมาจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะ short หุ้นหนักเข้าไปอีก

Wave C
ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ wave C เป็นช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายอย่างแท้จริง ตลาดพังทลาย ราคาหุ้นตกต่ำอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมี trader แห่เข้ามา short หุ้นในตลาด กลุ่มคนที่โง่แต่โลภมากเล่นหุ้นด้วย margin เริ่มถูกบังคับ force sell ยิ่งทำให้ราคาหุ้นตกหนักเข้าไปมากกว่าเดิม ตลาดมีแต่ความโกลาหล ความกลัว ความหมดอาลัยตายอยาก ความสูญเสียครอบคลุมอยู่ทั้งตลาด ในตอนนี้แม้หุ้นจะมีราคาถูกมากๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ หรือมีความอยากที่จะเข้าซื้ออีกแล้ว

และแล้วหลังจาก wave C ดำเนินมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็จบ cycle และวนกลับไปเป็น wave 1 อีกครั้ง

รายละเอียดต่างๆ ที่ผมเล่านั้นเป็นวงจรที่เกิดขึ้นมาตลอดในโลกการเงินตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ในทุก asset class รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย บางครั้ง Impulse Wave อาจจะไม่จำเป็นต้องมีครบ 5 wave เช่น หุ้นอาจจะมีแค่ wave 3 โดยขาด wave 4 และ wave 5 เลยก็เป็นได้ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง Fundamental Change อย่างฉับพลันจนไม่ทันได้ก่อเกิดฟองสบู่ คนก็เปลี่ยนใจจากหุ้นไปเสียก่อนแล้ว
และขาลงบางทีก็ไม่ได้จำกัดแค่ 3 wave เช่น อาจจะมี rebound 2 ครั้ง จาก a-b-c กลายเป็น a-b-c-b-c ในกรณีที่คนโลภยังมีมาก และยังมีการพยายามดันราคาหุ้นให้ขึ้นมากกว่า 1 รอบ

ดังนั้นใครที่คิดว่า Elliott Wave นั้นเป็นสูตรเด็ด กฏตายตัวที่ต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป นั่นคือความคิดที่ผิดครับ และถ้าคุณดูกราฟอย่างเดียว โดยไม่ดู fundamentals เลย คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า cycle ที่คุณกำลังศึกษาอยู่นั้น มันมีจุดผิดปกติที่ตรงไหน wave ไหนเกินมาหรือ wave ไหนขาดไปบ้าง

หัวใจของ Elliott Wave คือการช่วยให้เราเข้าใจ cycle ของสินทรัพย์ แม้จะมีการแตกต่างในรายละเอียดแต่ในภาพใหญ่วงจรการเกิดและการพังทลายของตลาดนั้นไม่แตกต่างกัน ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ แต่ก็ยังคงมีคนโลภจำนวนมากที่จะต้องเจ็บปวดเพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ตลอดมา

PS. Market Anyware เปิดคอร์สการสแกนหาหุ้นตามระดับ Fibonacci Retracement ซึ่งในคอร์สนี้จะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ Elliott Wave และ Fibonacci ด้วย เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังเริ่มศึกษาหุ้น เป็นการปูพื้นฐานที่จะช่วยให้เข้าใจ “รอบ” ของสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

คุณจะเข้าใจว่าทำไมสาย VI ถึงชอบ Wave 1 มากที่สุด
คุณจะเข้าใจว่าทำไมสายเทคนิคถึงชอบ Wave 3 มากที่สุด
คุณจะเข้าใจว่าทำไมเม่าถึงแข็งตายที่ยอดดอย Wave 5 มากที่สุด

สนใจดูรายละเอียดคอร์สที่นี่ครับ http://seminar.marketanyware.com/elliottWave

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments