หาสัญญาณซื้อง่ายๆ ด้วย Fibonacci + MACD + Volume ใน Market Anyware

เมื่อเราสแกนหาหุ้น หรือเลือกหุ้นที่ต้องการจะทำการเทรด แน่นอนว่าเราจำเป็นจะต้องมีหลักคิดในการคัดเลือก นี่เป็นสูตรเลือกหุ้นมาตรฐานที่ผมชอบใช้ในการเลือกหุ้นแบบ Trend Following

หาสัญญาณซื้อง่ายๆ
1. หุ้นที่มีแนวโน้ม (MACD Zero Break Up, EMA Bullish Crossover, ฯลฯ)
เป้าหมายคือ หาหุ้นที่มีสัญญาณเป็นขาขึ้นแล้ว
ข้อเสียคือ หากหุ้นยังคง sideway สัญญาณขาขึ้นอาจจะเป็นสัญญาณหลอก เราจึงต้องแก้ด้วยองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่ม เช่น

2. หุ้นที่ปรับฐานจบแล้ว (Fibo Test 61.8%)
เป้าหมายคือ หาหุ้นที่จบรอบจริงๆ เมื่อหุ้นลงมาเทส 61.8 แล้วเด้งขึ้น ในมุมมองของ EW คือหุ้นน่าจะจบรอบการปรับฐานของ Wave 2 และน่าจะกำลังเข้าสู่ Wave 3 (ไม่ว่าจะรอบเล็กหรือรอบใหญ่ของ EW ก็ตาม) ดังนั้นหุ้นที่เด้งแถวๆ 61.8 มีความน่าจะเป็นสูงว่าจะไม่ลงต่ำไปกว่านี้
ข้อเสียคือ ไม่ 100% หากราคารับที่ 61.8 ได้ อาจจะมีการพยายามลงไปทดสอบอีกจนหลุด 61.8 ก็เป็นได้

3. หุ้นที่มีโวลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ (Volume Jump Up)
เป้าหมายคือ ตามทฤษฏี Dow เมื่อหุ้นเริ่มต้นแนวโน้มใหม่ จำเป็นจะต้องมีโวลุ่มสนับสนุนด้วย โวลุ่มจะช่วยยืนยันว่า แนวโน้มในข้อ (1) น่าจะเริ่มแล้วจริงๆ รวมถึงการปรับฐานในข้อ (2) น่าจะจบแล้วจริงๆ
จริงๆ แล้วเพียงแค่จบสามเงื่อนไขนี้ ผมก็ค่อนข้างมั่นใจพอสมควรว่าเราจะสามารถเข้าซื้อหุ้นที่ตรงตามเงื่อนไขพวกนี้ได้แล้ว แต่ สิ่งที่ผมดูเพิ่มเติมยังมีอีก 2-3 อย่างครับ

4. หา Chart Pattern แทบทุกครั้งที่จบการปรับฐานและจะเริ่มต้นแนวโน้มใหม่ หุ้นมักจะมีการสร้างรูปแบบอะไรบางอย่างเสมอ เช่น Channel (ตามรูป), Triangle, Head and Shoulder, ฯลฯ ใน Pattern เหล่านี้บ่งบอกการต่อสู้กันระหว่างคนสองกลุ่มที่ยังมองเห็นต่าง แต่เมื่อถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ราคาหุ้นจะ Break Out ออกไปในทางใดทางหนึ่ง (อาจจะขึ้นหรือลงก็ได้) พร้อมกับโวลุ่ม ดังนั้นถ้าเราสแกนหุ้นด้วยเงื่อนไขดังกล่าว แล้วเจอการ Break Out ของราคาหลุดจาก Chart Pattern (ตามรูปคือราคา Break Out Channel พร้อมโวลุ่มจำนวนมาก)

5. ทุกครั้งที่มีการ Break Out และราคาวิ่ง โดยมากเกิน 50% หุ้นจะกลับมาทดสอบที่แนวรับเดิมครั้งหนึ่งก่อน แล้วจึงวิ่งต่อ คำถามคือ คุณจะซื้อที่ราคา Break Out หรือคุณจะซื้อหลังจาก Break Out ไปแล้วและราคากลับมาทดสอบแนวรับแล้ว
– ถ้าคุณซื้อตอน Break Out ข้อดีคือคุณได้ต้นทุนที่ถูกกว่า แต่ข้อเสียคือ คุณอาจจะต้องรออีกนิดกว่าหุ้นจะปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับซักนิดแล้ววิ่งต่อ (แต่ถ้าหลุดแนวรับ นี่คือสัญญาณหลอก ตั้ง Stop เอาไว้แล้วออกหลังหลุดแนวรับได้เลย)
– ถ้าคุณซื้อตอนหลุด Break Out ไปแล้วรอราคามาทดสอบแนวรับ ข้อเสียคือถ้าหุ้นมันแรงจริงๆ ไม่กลับลงมาทดสอบ คุณจะเสียโอกาส และถ้าเข้าหลังจากนั้นต้นทุนก็จะสูงมากแล้ว Stop คุณต้องลึกกว่า เพราะถ้าคุณตั้ง Stop น้อยโอกาสที่คุณจะถูกเตะออกในช่วงที่ราคาหุ้นสะบัดก็มีสูง

6. หุ้นมีสภาพคล่องสูงมากพอที่จะเล่น Trend Following หรือไม่ ถ้าหุ้นสภาพคล่องต่ำ ผมจะไม่เลือกเล่น เนื่องจากกลัวจังหวะออกของจะหาคนมารับไม่ได้

ในภาพเป็นหุ้น EASON ที่องค์ประกอบครบ คือ MACD ตัด 0 + ทดสอบ 61.8 + โวลุ่มมา + Break Out Chart Pattern ทุกอย่างสวยหมด แต่ราคากลับลงมาเทสแนวรับเดิม (เป็นธรรมชาติของการ Break Out ครับ พอหุ้นขึ้น คนก็ขายทิ้งทำกำไรระยะสั้น หุ้นที่แนวโน้มดีจริงๆ จะต้องยืนบนแนวรับได้ และสุดท้ายจะไปต่อในที่สุด)

** มีแฟนเพจแจ้งมาว่า EASON ประกาศ XD วันจันทร์นี้นะครับ ผมก็ลืมดูไป หลัง XD ราคาหุ้นน่าจะ dilute ไประดับหนึ่ง แต่กราฟเทคนิคเมื่อปรับ dilute แล้วลองมาดูทรงว่ายังคงทรงเดิมอยู่หรือเปล่า ถ้าทรงเดิมยังไม่หลุดแนวรับ ก็มีแนวโน้มว่าราคาน่าจะไปต่อครับ

สิ่งที่คุณจะได้ประโยชน์จากการสแกนหุ้นคือ มันช่วยลดระยะเวลาการคัดเลือกหุ้นให้คุณได้ แต่สุดท้ายคุณต้องลงมาทำการบ้านต่อ เรื่องการยืนยันสัญญาณซื้อ และการหาจังหวะเข้าซื้อด้วยตัวของคุณเองครับ

ข้อควรระวัง
1. คุณจะสแกนหุ้นตาม Trade Set Up ของผมได้ แต่คุณจะหาหุ้นไม่ค่อยเจอนะครับ นานๆ จะเจอหุ้นสวยๆ ซักตัว ก็ลองเข้าไปศึกษากราฟตามแนวทางที่ผมบอกไว้
2. ตั้ง Stop ไว้เสมอ สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ แม้ Trade Set Up จะเทพแค่ไหน โอกาสผิดพลาดมันก็มี ผมให้ความน่าจะเป็นของระบบนี้อยู่ที่ 70/30 คือเล่น 10 ครั้งน่าจะถูกต้อง 7 ครั้งและผิด 3 ครั้ง
3. ศึกษากราฟเพิ่มเติมเยอะๆ นะครับ ทุกคนสแกนหุ้นได้หมด แต่ใครจะกำไรขึ้นกับว่าจะตีความกราฟได้ดีแค่ไหน ระบบสแกนไม่ใช่คำตอบทุกสิ่งทุกอย่าง

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments