อัตราการว่างงาน, ระบบเศรษฐกิจ, กับหุ่นยนต์

ในอดีต นักเศรษฐศาสตร์จะใช้ตัวเลขอัตราการว่างงาน (Umemployment Rate) เพื่อสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ประเทศใดประชากรว่างงานมาก มักจะบ่งบอกถึงสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย (เช่น อัตราว่างงานของประเทศสเปนปัจจุบันสูงถึง 23% หมายความว่า ถ้าเราอยู่ใจกลางเมืองมาดริด แล้วเห็นคนสเปน 4 คนที่เดินผ่านไปมาบนถนน โดยสถิติหนึ่งในสี่คนนั้นจะว่างงาน)

อัตราการว่างงาน

สาเหตุที่แรงงานผูกติดกับระบบเศรษฐกิจนั่นเป็นเพราะสองสาเหตุ
1. เมื่อมีงานทำก็ย่อมมีเงินเดือน เอามาบริโภค ใช้จ่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (demand)
2. เมื่อมีงานทำย่อมผลิตสินค้าและบริการออกมาให้กับระบบเศรษฐกิจ (supply)

แต่ในโลกยุคหน้า แนวคิดเรื่องการผูกอัตราว่างงานเข้ากับสภาวะของเศรษฐกิจ อาจจะเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากในด้าน supply นั้น การผลิตจะใช้แรงงานมนุษย์น้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะการเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วของ “หุ่นยนต์”

ข้อดีของหุ่นยนต์ที่มีเหนือมนุษย์ก็คือ ประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ควบคุมได้ง่าย และไม่งอแงขอขึ้นค่าแรง ข้อเสียก็คือ ความฉลาดของระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการตัดสินใจสถานการณ์ต่างๆ ยังมีจำกัด หุ่นยนต์จึงสามารถทดแทนมนุษย์ได้เฉพาะงานใช้แรงงานที่เป็นกระบวนการทำซ้ำ (routine) ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการตัดสินใจมากนัก

เราลองดูโกดังสินค้าของ Amazon บริษัทค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันลดการใช้แรงงานมนุษย์ แต่ทดแทนด้วยระบบหุ่นยนต์ในการบริหารคลังสินค้า https://www.facebook.com/tucerebrodigital/videos/vb.193647527313377/955221651155957/?type=2&theater

แนวโน้มของ “หุ่นยนต์” กำลังจะมาเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกเร็วๆ นี้ เนื่องจาก
1. อัตราการเกิดที่ลดลง มนุษย์วัยทำงานจะลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมัน ตอนนี้มีอัตราการเกิดติดลบแล้ว เรากลัวกันเสมอมาว่า โลกกำลังจะเข้าสู่ยุค Aging Society ที่เศรษฐกิจโลกจะขาดแคลนแรงงาน แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้หุ่นยนต์เข้ามาชดเชยแรงงานมนุษย์ที่น้อยลง

2. เมื่อฝั่ง supply แก้ไขปัญหาได้ แต่เศรษฐกิจก็จะเจอปัญหาตามมา เรื่องของ demand เมื่อคนน้อยลง ขายของในประเทศได้น้อยลง วิธีการเดียวที่ธุรกิจจะอยู่รอดได้ ก็คือการขยายสินค้าและบริการเข้าถึงประเทศที่มีประชากรมาก และมีรายได้เพิ่มมากจนเป็นชนชั้นกลางที่พร้อมในการบริโภค แนวโน้มที่จะเกิดต่อมาก็คือการส่งออกสินค้าและบริการไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มากขึ้น (ซึ่งค่าเงินของประเทศพัฒนาแล้วปัจจุบันก็แข่งกันอ่อน ซึ่งเป็นการช่วยธุรกิจส่งออกในอีกทางหนึ่ง)

ด้วยแนวทางที่ว่า อนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ธุรกิจที่จะอยู่รอดคือธุรกิจที่สามารถชดเชยแรงงานมนุษย์ได้ด้วยแรงงานหุ่นยนต์ และมีสินค้าที่ราคาและฟังก์ชั่นเหมาะสมที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายคือประชากรจำนวนมากในประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีประชากรพร้อมจะบริโภคในจำนวนมาก

ธุรกิจภาคการผลิตของประเทศพัฒนาแล้วที่ไม่นำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการ น่าจะเริ่มเกิดปัญหาเรื่องแรงงานและต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว (ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมก็เป็นอีกเซกเตอร์หนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากหุ่นยนต์มากทีเดียว)

ส่วนประเทศกำลังพัฒนา การเตรียมความพร้อมเรื่องของหุ่นยนต์ (Robotic) ที่จะนำมาใช้ปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งนี้เราน่าจะเริ่มได้เห็นภายใน 5-10 ปีที่จะถึงนี้ คำถามคือ ธุรกิจไหน ที่จะรุ่งเรื่องเป็นธุรกิจดาวเด่นในทศวรรษข้างหน้า..? Amazon เหรอ..? Walmart เหรอ..?

สำหรับผม ไม่ต้องคิดมากเลยครับ บริษัทผลิตหุ่นยนต์น่ะสิ..!!

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments