อนาคตของน้ำมัน

วันที่ 12 สิงหาคม 2015 เช้าวันแม่ ราคาน้ำมันโลกร่วงต่ำเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดทำ new low ที่ $42.70 เหรียญต่อบาเรลแล้ว ลดลงต่ำสุด 4.2% เป็นราคาต่ำสุดในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่ปี 2009 นักวิเคราะห์ว่ากันว่าเป็นผลจากสองประเด็นหลัก

1. จีนตัดสินใจลดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
2. อิหร่านเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลก หลังได้รับการหยุดคว่ำบาตร

เรื่องราคาน้ำมันมีหลายมุมมองครับ ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วสำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนา Buffett Decode ในรอบหลังๆ รวมถึงที่ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในงานของ SCBS คำถามสำคัญที่ว่า..

“น้ำมัน จะลงชั่วคราวหรือถาวร..?”

ถ้าใครมองออก และมองถูก จะได้เปรียบในการลงทุนในภาพใหญ่หลังจากนี้เป็นอย่างมาก (ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอก ว่าอะไรที่ถูกต้องกันแน่ แค่หยิบมาเล่าสู่กันฟัง)

Elon Musk นักธุรกิจ นักคิดและนักฟิสิกส์ระดับโลก เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Paypal (ขายไปแล้ว), Tesla, SpaceX และ SolarCity มีมุมมองเกี่ยวกับพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน, ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติ) ว่า จุดสูงสุดของพลังงานฟอสซิลได้ผ่านพ้นไปแล้ว และหลังจากนี้พลังงานฟอสซิลไม่น่าจะกลับมาทำราคาสูงในระดับเดิมได้อีก

สาเหตุหลักที่ Elon Musk มองภาพนี้ก็เพราะเค้าเชื่อว่า พลังงานทดแทน เริ่มมามีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในการใช้พลังงานของโลก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานขยะ พลังงานลม ฯลฯ

รวมถึงปริมาณพลังงานฟอสซิลที่ตอนแรกเหมือนจะเลยจุดสูงสุด (Peak Oil) ไปแล้วในปี 2011 แต่กลับมีเทคโนโลยีอย่าง Franking ในการสกัด Shale Gas และ Shale Oil ออกมาจากชั้นหินได้ ทำให้ supply ของพลังงานฟอสซิลมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะ

โลกนี้มีน้ำมันสำรองเหลือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาร์เรล ยกตัวอย่างประเทศอย่างเวเนซูเอลา ที่มีน้ำมันสำรองเหลือใช้ในการผลิต 370 ปี ส่วนซาอุดิอาราเบียมีน้ำมันสำรองเหลือใช้ในการผลิต 75 ปี

คำถามคือ.. ในอีก 75 ปีข้างหน้า เราจะยังใช้น้ำมันกันอีกหรือไม่..? ซาอุเองก็มองในมุมเดียวกันครับ คือ สุดท้ายในอีกไม่นาน พลังงานฟอสซิลจะถูกใช้น้อยลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะน้ำมันหมดจากโลกแต่เป็นเพราะมีพลังงานทดแทนอื่นที่เหมาะสมกว่ามาทดแทน (ซึ่ง Elon Musk เดิมพันด้วยอนาคตบริษัท SolarCity ของเค้า ว่าพลังงานที่ว่ามันคือพลังงานแสงอาทิตย์)

น้ำมันสำรองใต้ดินที่เหลือจำนวนมาก จะหมดคุณค่าไปเมื่อพลังงานทดแทนกินส่วนแบ่งพลังงานโลกมากขึ้น นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทาง OPEC ไม่เห็นความสำคัญของการลดกำลังการผลิต หลังจากนี้มีแต่แนวโน้มว่าน่าจะพยายามเร่งผลิตให้มากขึ้นเรื่อยๆ (ดีกว่าเหลือทิ้งไร้ค่าในอนาคต)

ประเด็นนี้ผมอยากให้อ่านบทความของพี่เตา บรรยงค์ พงษ์พานิช ใน Thaipublica นะครับ น่าสนใจมากๆ ทีเดียว
http://thaipublica.org/2015/05/banyong-pongpanich_49/

ปัจจุบันโลกใช้พลังงานฟอสซิลประมาณ 78% พลังงานนิวเคลียร์ 3% อีก 19% เป็นพลังงานทดแทนอื่นๆ และแนวโน้มพลังงานทดแทนน่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง (ส่วนนิวเคลียร์ยังเป็นอะไรที่ผมมีคำถามอยู่ ส่วนใหญ่มองว่าพลังงานนิวเคลียร์จะใช้น้อยลง แต่ผมกลับมองต่างว่ามีโอกาสที่พลังงานนิวเคลียร์จะถูกใช้งานเพิ่มขึ้นหลังจากนี้อยู่เหมือนกัน)

แนวโน้มพลังงานทดแทนมาแน่ และถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันจะทำให้ราคาของพลังงานฟอสซิลไม่มีวันกลับไปจุดที่มันเคยเป็นได้อีกแล้ว

Martin Armstrong นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สาย deflationist มองว่า จุดจบของน้ำมันกำลังจะมาถึงแล้ว และในปี 2016 ภาวะเงินฝืดที่รุนแรงทั่วโลกจะฉุดให้ราคาน้ำมันร่วงลงทดสอบ $35 และ “อาจจะ” ทำ new low ในรอบกว่า 10 ปีเลยทีเดียว

โครงสร้างพลังงานโลกหลังจากนี้ เป็นจุดเปลี่ยน fundamental change ที่สำคัญมากๆ ของธุรกิจพลังงาน อะไรๆ ที่คุณเคยมั่นใจว่ามันแข็งแกร่งมันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตอันใกล้นะครับ

และอะไรๆ ที่คุณเคยคิดว่าอ่อนแอ ไปไม่รอด อย่างธุรกิจสายการบิน เมื่อต้นทุนพลังงานที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของต้นทุนสายการบินเปลี่ยนไปในทางที่ต่ำลง ธุรกิจที่เคยไม่น่าสนใจ อาจจะกลายมาเป็นน่าสนใจในอนาคตอันใกล้ก็เป็นได้

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments