ตลาดหนี้ หยวน vs. ดอลล่าห์

นานๆ ทีผมคุยเรื่องหนักๆ กันบ้างครับ

วันนี้ผมได้คุยกับหลายคนในแฟนเพจของคุณทนง ขันทอง (Thanong Fanclub) เรื่องนี้น่าสนใจครับ เรื่องของจีนที่พยายามทิ้งพันธบัตรสหรัฐ

ตลาดหนี้หยวน
https://www.facebook.com/ThanongFanclub/photos/a.141923686004014.1073741827.141826422680407/383588818504165

โดยส่วนตัวผมมองเห็นต่างจากความเห็นของคุณทนงบางจุด ผมมองว่าการที่จีนตอบโต้ด้วยการทิ้งพันธบัตรสหรัฐ อีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ทำให้ FED ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ก็ได้

ระยะสั้นถ้า FED ขึ้นดอกเบี้ย ผมเชื่อว่าเงินจะไหลเข้าพันธบัตร แต่สุดท้ายภาระหนี้ของสหรัฐจะหนักขึ้นจนรัฐขาดความน่าเชื่อถือ เงินจะย้ายจากพันธบัตรไปตราสารทุนในที่สุด และจะเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐเหมือนอย่างที่เกิดกับนิคเคอิในช่วง Plaza Accord

เงินไม่ได้ไหลจากที่ผลตอบแทนต่ำไปที่ผลตอบแทนสูงอย่างเดียวนะครับ
ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินยังจะไหลจากที่ความเสี่ยงสูงไปหาที่ความเสี่ยงต่ำอีกด้วย

นี่เป็นอีกเหตุผล ที่พันธบัตรสหรัฐถึงขายได้มาตลอด ทั้งๆ ที่พิมพ์เงินอย่างกับกระดาษ หลายๆ คนบอกว่าดอลล่าห์กลายเป็นแบงค์กงเต๊กแล้ว แต่พูดมา 4-5 ปี ตั้งแต่ QE1 มาจนถึงตอนนี้ พันธบัตรสหรัฐก็ยังมีศัยกภาพดึงดูดนักลงทุนได้อยู่ดี

อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะโลกนี้ไม่มีตลาดหนี้ที่ใหญ่พอที่จะพักปริมาณเงินมหาศาลบนโลกได้อีกแล้ว นอกจากพันธบัตรสหรัฐ

เงินถูกพิมพ์ออกมาเยอะมากครับ และมันต้องไหลไปที่ไหนซักที่หนึ่ง นักลงทุนส่วนใหญ่ “เชื่อว่า” พันธบัตรรัฐบาลเป็นที่พักเงินที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อสภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน พันธบัตรสหรัฐจึงกลายเป็นทางเลือกของเหล่ากองทุนยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

หนี้ของรัฐบาลสหรัฐสูงมากเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งควรมี แต่หนี้ที่ว่าก็ยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเงินจำนวนมากบนโลกที่ต้องการที่พักเงิน ไม่ใช่ว่าพันธบัตรสหรัฐดีที่สุด เพียงแค่ว่ามันใหญ่มากพอที่จะเป็นที่พักเงินของโลกนี้ต่างหาก

ผมเชื่อว่าตลาดหนี้เงินสกุลหยวนจะค่อยๆ เติบโตจากการเปิดตัวธนาคาร AIIB ช่วงปลายปีนี้ และเป็นทางเลือกอีกทางของพันธบัตร ถ้าวันนั้นมาถึง นักลงทุนทั่วโลกอาจจะเริ่มละจากพันธบัตรสหรัฐก็เป็นไปได้ครับ

แต่ผมคิดว่ามันยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อย่างน้อยๆ ก็ 3-5 ปีหลังจากนี้ถึงพอจะเห็นภาพได้ชัดขึ้นครับ

Founder and chief executive officer of Market Anyware

Comments