การประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในกิจการโทรคมนาคม (ตอนที่ 1)

เห็นช่วงนี้มีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในระบบโทรศัพท์มือถือที่มีมูลค่าประมูลเป็นหลักหมื่นล้านบาท หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องการกันมากถึงขนาดประมูลราคาสูงลิ่ว ผมจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ

คุณสมบัติของคลื่น

            อันดับแรกผมขออธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของคลื่นกันก่อนนะครับ โดยปกติแล้ว คลื่นความถี่ต่ำ จะมีคุณสมบัติคือ เดินทางได้ “ไกลกว่า” คลื่นความถี่สูง ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนเสาที่ใช้ต่อการครอบคลุมพื้นที่ ที่เท่ากัน น้อยกว่า

900mhz_1800mhz_04ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการวางระบบโทรศัพท์มือถือให้ครอบคลุมพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร คลื่น 900 MHz อาจจะใช้เสาแค่ 3 ต้น ในขณะที่คลื่น 1800MHz อาจจะต้องใช้เสาถึง 8 ต้น ถึงจะครอบคลุมพื้นที่เท่ากัน

ถัดมาคือเรื่องของช่องสัญญาณ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “Bandwidth” ถ้าเราเปรียบเทียบคลื่นความถี่เป็นเหมือน ถนน ช่องสัญญาณนั้นเปรียบได้กับความกว้างของถนนนั่นเอง ซึ่งถนนยิ่งกว้าง รถยิ่งวิ่งได้เยอะ จำนวนรถก็คือปริมาณข้อมูลที่สามารถวิ่งบนคลื่นได้นั่นเอง

ช่องสัญญาณของคลื่นแต่ละช่วงนั้น นำมาใช้งานได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่กำหนดมาในแต่ละช่วงคลื่น ผมจะยกตัวอย่างแบบง่ายๆ ดังนี้

  • คลื่น 900 MHz  อาจจะถูกกำหนดให้ใช้ได้ตั้งแต่ 901 MHz – 950 MHz นั่นหมายความว่าคลื่นนี้มี Bandwidth = 50 MHz
  • คลื่น 1800 MHz อาจจะถูกกำหนดให้ใช้ได้ตั้งแต่ 1751 MHz – 1850 MHz นั่นหมายความว่าคลื่นนี้มี Bandwidth = 100 MHz เป็นต้น01_bandwidth

เวลาที่เขาประมูลกัน เขาก็ประมูลช่องสัญญาณในแต่ละช่วงคลื่นนั่นแหล่ะครับ แต่อาจจะถูกซอยออกมาเป็นช่องละกี่ MHz ก็ว่าไป แล้วแต่ทาง กสทช จะเป็นคนจัดสรรคลื่นให้ใช้


เทคโนโลยีที่ใช้บนคลื่นต่างๆ

       หลังจากเราได้ถนน (คลื่นความถี่) กับความกว้างถนน (bandwidth) มาครอบครองแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาเลือกชนิดของรถ (เทคโนโลยี) ที่จะใช้วิ่งบนถนนกันแล้วละครับ

เทคโนโลยีที่ผมเปรียบเทียบเสมือนเป็นรถที่ว่าก็คือพวก 2G 3G หรือ 4G ที่เราๆ ได้ยินกันนั่นแหล่ะครับ มีความเข้าใจผิดกันมากว่า 3G ต้องวิ่งบน 2100MHz เท่านั้น 4G ต้องวิ่งบน 1800MHz เท่านั้น ความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันล้วนๆ ครับ

ในความเป็นจริงนั้น 3G สามารถวิ่งได้บนคลื่นไหนก็ได้แหล่ะครับ จะวิ่งบน 2100MHz หรือบน 1800MHz ก็ได้หมดแหล่ะคับ ทีนี้พวกเราก็คงมีคำถามว่า แล้วทำไมต้องเป็น 1800MHz หรือทำไมต้องเป็น 2100 MHz

คำตอบก็คือ ราคาอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งครับ อย่าง 3G ทั่วโลกเขานิยมเอาไปใช้กับคลื่น 2100 MHz ก็เลยทำให้ราคาอุปกรณ์นั้นมีราคาถูก เพราะเกิดการประหยัดจากขนาด (Economic of scale) นั่นเอง

ถ้าถามว่าจะเอา 3G ไปใช้บนคลื่น 900 MHz ได้ไหม? คำตอบคือได้ครับ แต่ราคาอุปกรณ์จะแพง แล้วก็อาจจะแข่งกับคนอื่นที่เขาใช้ช่วงคลื่นอื่นไม่ได้ครับ (เพราะต้นทุนสูงกว่าชาวบ้านเขา)

02_bandwidth            อีกข้อก็คือชนิดของเครื่องรับครับ (ก็คือโทรศัพท์มือถือของพวกเรานั่นแหล่ะ) ว่าสามารถใช้ 3G บนคลื่น 900 MHz ได้ไหม? ถ้ายิ่งเป็นคลื่นที่ชาวบ้านเขาไม่ใช้กัน ตัวโทรศัพท์ก็ยิ่งหายาก แล้วท้ายที่สุด พัฒนาไป ก็ไม่มีคนใช้ เพราะตัวโทรศัพท์คนส่วนใหญ่ไม่รองรับ (เลยมีพวกโทรศัพท์ของ AIS ที่เอาไปใช้กับทรูไม่ได้ และโทรศัพท์ของทรู ก็เอาไปใช้กับ AIS ไม่ได้ เป็นต้น)


มองในแง่ของธุรกิจ

            ถ้าถามว่าทำไมผู้ประกอบการถึงต้องแห่กันมาประมูลคลื่นกันไว้ก่อน (จริงๆคือประมูล Bandwidth ของแต่ละคลื่น) เหตุผลก็เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะปล่อยคลื่นออกมาให้ใช้อีกเมื่อไร เพราะถ้าไม่มีคลื่นอยู่ในมือก็ให้บริการไม่ได้

ส่วนราคาที่จะพุ่งไปเท่าไรนั้นก้ต้องดูว่าคลื่นที่ปล่อยออกมาให้ประมูลนั้น สัมพันธ์กับทิศทางของการลงทุนของบริษัทหรือไม่ เช่นช่วงคลื่น 1800 MHz ที่เพิ่งประมูลกันไปเสร็จนั้น เป็นช่วงคลื่นที่ทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้กับ 4G บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายถึงอยากจะได้คลื่นนี้มาครอบครอง เพราะอุปกรณ์ราคาไม่แพง (เทียบกับนำไปใช้บนคลื่นอื่นที่ไม่ใช่ 1800 MHz) แต่จะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ก็คงแล้วแต่แผนของแต่ละบริษัทแล้วละครับ

Comments